หน้าแรก เศรษฐกิจ ศูนย์ข้อมูลคา...

ศูนย์ข้อมูลคาดเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังคงลดลงต่อเนื่องถึงปีหน้า

27.10.20 | 13:34 น.

ศูนย์ข้อมูลคาดเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังคงลดลงต่อเนื่องถึงปีหน้า

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายยังคงมีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (YoY) และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ไตรมาสล่าสุด โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของบ้านจัดสรร ร้อยละ 13.5 แต่อาคารชุดมีหน่วยลดลง ร้อยละ -6.4 เมื่อพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ มีจำนวนลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ -13.7 ในขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 27.1 ส่งผลให้หน่วยเหลือขายมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2562 แต่น้อยกว่าช่วงครึ่งหลังปี 2562 ซึ่งมีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ด้านอัตราการดูดซับ โดยรวมทุกระดับราคา พบว่าอัตราดูดซับต่อเดือนโดยเฉลี่ยในครึ่งแรก ปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 2.9 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2562 (YoY) ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 2.5 ทั้งนี้อัตราดูดซับที่มีการปรับเพิ่มขึ้นจะอยู่ในกลุ่มราคา 3.01 – 10.00 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีอัตราดูดซับลดลง

ดร.วิชัยกล่าวว่า จังหวัดเชียงราย Total Supply มีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ 57.9 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,043 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 2,969 ยูนิต หรือร้อยละ 97.6 เป็นโครงการอาคารชุด 74 ยูนิต หรือร้อยละ 2.4 และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งแรกปี 2563 เพียง 229 ยูนิต มีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ -49.2 มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 567 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 388.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 2,476 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,712 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.2 ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 249 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.9

ดร.วิชัยกล่าวว่า สำหรับยูนิตเหลือขาย (Inventory) ในครึ่งแรก ปี 2563 ในจังหวัดเชียงราย มีจำนวนทั้งสิ้น 1,056 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 2,476 ยูนิต และร้อยละ 96.3 เป็นโครงการบ้านจัดสรรจังหวัดพิษณุโลก Total Supply มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 2,696 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 2,328 ยูนิต หรือร้อยละ 86.4 เป็นโครงการอาคารชุด 368 ยูนิต หรือร้อยละ 13.6 และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งแรกปี 2563 จำนวน เพียง 75 ยูนิต ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร โดยลดลงร้อยละ -86.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 สำหรับยูนิตขายได้ใหม่ มีจำนวน 143 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลงร้อยละ -4.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 2,553 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่าหน่วยเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,438 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.3 ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 52 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.4 สำหรับยูนิตเหลือขาย (Inventory) ในครึ่งแรก ปี 2563 ในจังหวัดพิษณุโลก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,106 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 2,553 ยูนิต และร้อยละ 68.6 เป็นโครงการบ้านจัดสรร

ดร.วิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้คาดว่า ณ ครึ่งหลังปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขายจำนวน 15,253 ยูนิต มีมูลค่ายูนิตเหลือขายจำนวน 59,682 ล้านบาท และลดลงในครึ่งแรกปี 2564 โดยคาดว่าจะมีจำนวนยูนิต 15,224 ยูนิต มีมูลค่าประมาณ 56,408 ล้านบาท ในขณะที่อัตราดูดซับต่อเดือนของบ้านจัดสรร คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.0 ในครึ่งแรกปี 2564 ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือนของอาคารชุดคาดว่าจะลดลงมาอยูที่ร้อยละ 1.6 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 1.7 ในครึ่งแรกปี 2564 ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่คาดว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่องโดยคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 1,425 ยูนิต ในครึ่งหลังปี 2563 และเปิดใหม่อีก 1,574 ยูนิตในครึ่งแรกปี 2564 ในขณะที่จำนวนยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ครึ่งหลังปี 2563 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 8,494 ยูนิต มูลค่า 14,599 ล้านบาท และยูนิตโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มเป็น 8,515 ยูนิต มูลค่า 17,180 ล้านบาท ในครึ่งแรก ปี 2564 ซึ่งประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้ตัวแปรที่ยังไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563