หน้าแรก เศรษฐกิจ อินฟราฟัน : ต...

อินฟราฟัน : ตามรอยความคืบหน้า แหลมฉบังเฟส 3

28.10.20 | 12:03 น.
อินฟราฟัน : ตามรอยความคืบหน้า แหลมฉบังเฟส 3 อินฟราฟันสัปดาห์นี้

อินฟราฟัน : ตามรอยความคืบหน้า แหลมฉบังเฟส 3

อินฟราฟันสัปดาห์นี้ พาทุกคนมาติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นหนึ่งโครงการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือเพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือน้ำลึก และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือ

ตลอดจนโครงข่ายและระบบการขนส่งต่อเนื่องที่จำเป็นในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังที่จะเชื่อมต่อกับภายนอกให้เพียงพอและพร้อมที่จะรองรับ การขยายตัวของปริมาณเรือและสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งรูปแบบการร่วมลงทุนโครงการนี้เป็นแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) โดยปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีศักยภาพในปัจจุบันมีความสามารถในการรองรับตู้สินค้าประมาณ 11 ล้านตู้ต่อปี และรองรับรถยนต์ได้ 2 ล้านคันต่อปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หวังเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้านตู้ต่อปี เป็น 18 ล้านตู้ต่อปี เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับรถยนต์จาก 2 ล้านคันต่อปี เป็น 3 ล้านคันต่อปี พร้อมติดตั้งระบบจัดการตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ เพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางเป็น 30% พัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอินโดจีน (ฮับพอร์ต) และประตูการค้าที่สำคัญของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมก้าวขึ้นเป็นท่าเรือระดับโลก บนพื้นที่ขนาด 1,600 ไร่ ประกอบด้วยการอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการท่าเรือด้วยระบบอี พอร์ต ผ่านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3 ปัจจุบันคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองผลประโยชน์ตอบแทนกับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บริษัท พีทีที แทงค์เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยก่อนหน้านั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินราว 32,000 ล้านบาท

Advertisement

คาดว่าเซ็นสัญญาได้เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เริ่มก่อสร้างท่าเทียบเรือ F1 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2567 ซึ่งรองรับได้ 4 ล้านทีอียู สอดรับกับกำลังการรองรับของท่าเรือแหลมฉบังเต็ม 11 ล้านทีอียูในปี 2567 หลังจากนั้นเริ่มก่อสร้างท่าเทียบเรือ E ซึ่งจะแล้วเสร็จและรองรับตู้สินค้าอีก 3 ล้านทีอียู และท่าเรือ E0 รองรับรถยนต์ 1 ล้านคัน

หากภาครัฐสามารถผลักดันโครงการนี้ให้เกิดการลงทุนขึ้นได้เชื่อว่าไทยจะเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ของอาเซียนได้แน่นอน!!!