‘สุวัจน์’ ติวซีอีโอสู้โควิด ต้องบริหารชีวิตคู่ปากท้อง ชี้ทุกวิกฤตมีโอกาส ปรับตัวเร็วได้เปรียบ

29.10.20 | 16:40 น.

‘สุวัจน์’ ติวซีอีโอสู้โควิด ต้องบริหารชีวิตคู่ปากท้อง ชี้ทุกวิกฤตมีโอกาส ปรับตัวเร็วได้เปรียบ

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ อบรม CEO จากทุกสาขาอาชีพกว่า 200 คน ในหลักสูตร BIG CEO รุ่นที่ 8 ที่ ห้องบอลรูม โรงแรมคอราด กรุงเทพ โดยมีใจความว่า ในการทำธุรกิจ สำหรับเมืองไทย สิ่งสำคัญ 2 เรื่อง Know-who กับ Know-how นอกเหนือจาก Know How คือ พื้นฐานความรู้ที่เรามีกันแล้ว Know-Who ก็สำคัญ สำหรับเมืองไทย เมืองไทยมีวัฒนธรรมการติดต่อ การสื่อสาร หรือการทำธุรกิจ หากเรามีเพื่อน เราสามารถเชื่อมต่อได้ หรือรู้จักคนนั้นคนนี้ คนไทยเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี

สำหรับเมืองไทยคิดว่า Know-Who สำคัญกว่า Know-How บางคนเป็นนักเรียนนอก มี Know-How เยอะ อาจจะประสบความสำเร็จ แต่มหาเศรษฐีในเมืองไทยหลายท่านก็ไม่ได้เรียนสูง แต่ที่ดูในวงการถือว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะเป็นคนที่มีคอนเนคชั่นพื้นฐาน มีพื้นฐานเป็นคนเก่งอยู่แล้ว บวกกับคอนเนคชั่นก็ทำให้ประสบความสำเร็จ

ที่เป็นที่นิยมมีหลักสูตรต่างๆ ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และส่วนตัวทำอยู่ คือ หลักสูตร วธอ. โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ให้ความรู้กับนักธุรกิจ และสร้างทีมเวิร์ก เพราะตอนนี้กำลังทางเศรษฐกิจมาจากภาคธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ เช่น มองว่ารัฐบาลเป็นคนกำหนดนโยบาย นักธุรกิจรู้และนำมาต่อยอด ถ้ามีแต่คนกำหนดนโยบาย แต่ไม่มีคนต่อยอด ก็ทำให้เสียเปล่า ดังนั้น ต้องรู้กันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพียงแต่รัฐบาลเป็นตัวนำ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อมีภาคธุรกิจตาม

อย่างไรก็ตาม การสร้างทีมเวิร์ก เป็นสิ่งสำคัญที่สุดกับประเทศ ซึ่งหลักสูตรต่างๆ ที่จัดคิดว่าเป็นเรื่องดี มีทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เราได้รับความรู้ใหม่ๆ เพราะตอนนี้โลกได้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ใครที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารคือแพ้ เราต้องมีความอ่อนไหว ความคล่องตัว ในการที่จะรับข้อมูลข่าวสารให้เร็วที่สุด ว่าใครเป็นใคร การที่ใครได้รับข้อมูลข่าวสารเร็วที่สุด คือผู้ชนะ

วันนี้มีสถานการณ์อยู่ 2 เรื่อง ที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ และอาจจะพูดเรื่องเหตุการณ์ทางการเมืองเล็กน้อย

Advertisement

ก่อนเกิดโควิด ถามว่าเรามีอะไรที่กังวลใจอะไรกัน ก่อนหน้านั้น เวลาเราคุยอะไรกัน ก็จะพูดเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะเป็นยังไง เศรษฐกิจโลกถดถอยจะเป็นยังไง แล้วก็พูดว่า ปัจจุบันอยู่ในโลกยุคอะไร ถ้าไม่เกิดโควิดโลกปัจจุบันจะอยู่ในยุคที่ 4 คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน วันที่เราเจอไอน้ำ โลกเปลี่ยนตั้งแต่เกิดไอน้ำ พลังในการไปผลักดันเครื่องจักร ไปทำให้เกิดรถไฟ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเรือ จึงทำให้ไลฟ์สไตล์ของโลกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเกิดไอน้ำ ถัดมายุคที่ 2 คือมาเจอไฟฟ้า และเกิดแสงสว่าง เกิดธุรกิจ เกิดเมือง พอครั้งที่ 3 เป็นยุคคอมพิวเตอร์ ก็มาทำให้เกิดหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ เกิดผลผลิต เกิดความดีอะไรที่มีประสิทธิภาพมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

“ยุคที่เราอยู่ตอนนี้คือยุคที่ 4 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยุคเทคโนโลยี ที่เค้าเรียกกันว่า Distractive Technology มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น แล้วเทคโนโลยีนี้จะมาเปลี่ยนรูปแบบในการทำธุรกิจ เช่น หุ่นยนต์ที่อยู่ตามโรงงานแล้วคนงานจะอยู่ที่ไหน มาพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบที่จะมาสร้างความสะดวกสบาย รถยนต์อัจริยะ บ้านอัจริยะ พอพูดถึงสกุลเงิน ก็ไม่ต้องมีแบงก์ เป็นเงินที่อยู่ในจินตนาการ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือพูดถึงพลังงานเมื่อก่อนพลังงานมาจากฟอสซิว มาจากแก๊สและนำมาสร้างไฟฟ้า นำน้ำมันมาปั่นไฟฟ้า แต่ตอนหลังไม่ใช่แล้ว พลังงานมาจากธรรมชาติ มาจากลม มาจากแสงแดด ดังนั้น โลกกำลังเปลี่ยนยุค เป็นการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เราจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเทคโนโลยีมาอย่างนี้

หรืออย่างรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีคนขับ ชาร์จแบตเตอรี่ ใช้ไฟฟ้าชาร์จ เมื่อก่อนนี้น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ พอเกิดเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น น้ำมันไม่มีความหมายเลย เกิดขึ้นบาร์เรล 140 ตอนนี้นิ่งอยู่ 30-40 นิ่งมา 7-8 ปีแล้ว เพราะเราไม่ต้องใช้น้ำมัน ขณะเดียวกัน เดี๋ยวนี้รถวิ่งก็ใช้ EV ผลิตไฟฟ้าไม่ใช่ผลิตจากแก๊ส จากน้ำมันแล้ว ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม นี่คือความเปลี่ยนแปลง เหมือนคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ก็กลัวว่าจะทำยังไง หรือผู้ที่ผลิตชิ้นส่วนที่ใช้น้ำมัน หากรถยนต์เป็นไฟฟ้าแล้ว อาทิ รถยนต์น้ำมันใช้ชิ้นส่วน 100 ชิ้น แต่พอใช้พลังงานไฟฟ้าใช้แค่ 15 ชิ้น แต่อีก 85 ชิ้นไม่ได้ใช้แล้ว ฉะนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนให้อุตสาหกรรมรถยนต์ ก็ต้องปรับตัว ต่อไปเราจะตกงานแล้วนะ เพราะชิ้นส่วนรถยนต์หายไป 85%” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวว่า อย่างอุตสาหกรรมที่เราเคยใช้แรงงานจำนวนมาก ตอนนี้ใช้หุ่นยนต์ ทุกคนก็กังวลเพราะการตกงานจะมากขึ้น เป็นจังหวะที่เราต้องคิดและต้องกังวลว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และเราจะประเมินตัวเองกับสถานการณ์ยังไง จะเดินหน้าด้วยการทำธุรกิจอย่างเดิมหรือปรับปรุง หรือไม่ปรับปรุงกิจการ หรือว่าต้องปรัองค์กรใหม่ จัดแผนธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยน และยิ่งมีเรื่องสงครามการค้าที่เกิดขึ้น  จีนกับสหรัฐก็ซัดกันหนัก เริ่มทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย แต่ทั้งหมดนี้หายไปหมด เพราะโควิด

ความกังวลหนักๆ ที่คิดนั่นคิดนี่ วันนี้ไม่มีใครพูดถึง ทุกคนพูดถึงเรื่องโควิด เพราะไม่มีใครคิดว่าโควิดจะมาหยุดโลก ไม่มีใครคิดว่าโควิดจะมาสร้างธรรมเนียมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในโลก ลดความเลื่อมล้ำจริงๆ ทุกคนเสมอภาคกันหมด ถ้าพูดในทางที่ดี โควิดมารีเซ็ตระบบไม่ว่าทางด้านธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ รีเซ็ตออแกนไนเซชั่น ไม่ต้องพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4  มาพูดถึงเรื่องโควิด ว่าเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้พวกเราเป็นอะไร หมดโควิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกและประเทศไทย

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องปรับตัว และจะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น อาชีพนี้ไป ก็จะมีอาชีพใหม่มาทดแทนเหมือนเป็นวงจรเศรษฐกิจ และเมื่อพูดถึงโควิด อยากให้กำลังใจทุกคน เพราะมีผลกระทบทุกคน มันไม่ได้เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว เกิดขึ้นทุกประเทศทั่วโลก และประเทศใดปรับตัวได้เร็ว ประเทศนั้นก็จะได้เปรียบ เช่น ไทยเปรียบเหมือนบริษัทและมีนายกฯ เป็นซีอีโอ วันนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบอะไรบ้างจากโควิด บริษัทเราเคยเป็นบริษัทที่มั่นคง และมีรายได้หลักๆ จากนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว มีคนลงทุนจากต่างประเทศ หิ้วเงินมาลงทุนมาสร้างงาน เป็นรายได้ของประเทศ สินค้าต่างๆ ที่เราผลิตในประเทศแล้วส่งไปขาย ข้าว ยาง อ้อย มันสำปะหลัง ดังนั้น ประเทศไทยที่มีซีอีโอนายกฯ ก็จะมีรายได้หลากหลาย

ทั้งนี้ หนึ่งจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย แต่ละปีจำนวน 40 ล้านคน นักท่องเที่ยว 1 คนเฉลี่ยแล้วมาเที่ยวไทย คนละ 10 วัน และเฉลี่ย 1 วันใช้เงินประมาณ 5,000 บาท เป็นค่าโรงแรม 2,000 บาท ช้อปปิ้ง 1,000 กิน 500 บาท นวด 500 บาท นั่งรถตุ๊กๆ และโดยเฉลี่ยนักท่องเที่ยวใช้เงินต่อหัว 5,000 บาท นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวประเทศไทยระยะยาวประมาณ 10 วัน ฉะนั้น นักท่องเที่ยว 1 คนจะใช้เงินประมาณ 50,000 บาท ใน 1 ปีมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน เอา 40 ล้านคนคูณด้วย 50,000 บาท จะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ผลิตภัฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ประเทศไทย 10 ปีคือ ผลผลิตที่คนไทยสร้าง คือผลผลิตมวลรวม คนไทยที่ช่วยกันสร้างรายได้มาร่วมกัน 1 ปี ประมาณ 15 ล้านล้านบาท เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 40 ล้านคนคูณ 50,000 บาท เท่ากับ 2 ล้านล้านบาท หารด้วย 15 ล้านล้านบาท เท่ากับประมาณ 15% และยังมีคนไทยเที่ยวกันเองอีก ประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ฉะนั้น หากถามว่ารายได้จากการท่องเที่ยว เป็นสัดส่วนเท่าไรของจีดีพี ก็นำ 2 ล้านล้านบาทของคนต่างประเทศ มาเที่ยวบวก 1 ล้านล้านบาทของคนไทย จะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้าบาท หรือประมาณ 20% อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีผลโดยตรงต่อภาครวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ประมาณ 20% แต่พอเกิดโควิด ทุกคนเดินทางไม่ได้ ทุกคนเที่ยวไม่ได้ 40 ล้านคน แทบจะเป็นศูนย์ ดีที่ได้เดือนมกราคมมาเล็กน้อย จากนั้นมีการชัตดาวน์ประเทศ และตอนนี้ก็ยังไมได้เปิดประเทศ ยังไงตอนนี้ประเทศไทยก็ต้องติดลบ ที่หลักสิบ เปอร์เซ็นต์เพราะการท่องเที่ยวก็ 10% แล้วที่หายไปเฉยๆ

ขณะที่ การส่งออกช่วงเกิดโควิดหยุดหมด ระบบการขนส่งทุกประเทศหยุดกันหมด การส่งออกเรามีการขยายตัวจากติดลบ 7-8% ก็ติดลบ 10-20% ส่งออกสินค้าไปขายไม่ได้ เงินเข้าประเทศก็ไม่มี คนมาเที่ยวประเทศก็ไม่มีเงินเข้าประเทศ คนลงทุนก็ไม่มีเพราะติดที่ประเทศตัวเอง

“ตอนนี้ถือว่าหนักมาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจ คิดว่าภาพรวมปีนี้ทั้งปี น่าจะติดลบกว่า 10% ถ้าถามว่าอีกกี่ปีจะกลับมา ก็ต้องตั้งสมมุติฐานว่า โควิดจะจบเมื่อไร คิดอย่างเอาใจช่วย เห็นรัสเชียออกข่าว จีนออกข่าว สหรัฐออกข่าว ว่าเจอวัคซีน และหากต้นปีได้ฉีดวัคซีน เริ่มมีภูมิคุ้มกัน เริ่มไม่ป่วย เริ่มเดินทาง เริ่มท่องเที่ยว คาดว่าน่าจะเป็นช่วงกลางปีหน้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจทั้งหลาย คาดว่า กลางปีหน้านับหนึ่งกันใหม่ ออกจากไอซียู กลางปีหน้าก็หัดเดินกันใหม่ สมมุติปีนี้ติดลบสัก 12% ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาปีหนึ่ง ประเทศไทยจะมีการเติบโต หรือที่เรียกว่าจีดีพีโกลด์ ประมาณ 3-4% เกือบอันดับสุดท้ายของภูมิภาคอาเซียน จึงต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี เศรษฐกิจไทยถึงจะกลับมาเหมือนเดิม” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวว่า เราต้องบริหารทั้งสองอย่าง คือบริหารชีวิต และบริหารปากท้อง ช่วงที่เกิดโควิดเราไม่สนใจปากท้อง เราต้องหยุดไม่ให้โควิดขยายเป็นวงกว้าง มีเคอร์ฟิว มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หมอก็มีมาตรการปิดประเทศ ตามนโยบายต่างๆ ซึ่งเป็นการบริหารสถานการณ์ ในการเลือกจะรักษาชีวิตผู้คนก่อน ฉะนั้นเราต้องเข้มงวดกันมาก สิ่งหนึ่งที่เราโชคดี คือ คนไทยมีน้ำใจช่วยกัน ให้ใส่หน้ากาก มีการเว้นระยะห่างช่วงเดือนกว่า ก็สามารถจัดการเรื่องโควิดได้ หมายความว่าไม่มีการแพร่ระบาดเพิ่ม มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด ประมาณ 3,000 ราย เสียชีวิตกว่า 50 ราย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ วันละ 50,000-100,000 รายเพราะไม่สามารถบริหารจัดการได้ แต่ว่าเราอาจโชคดีเพราะเราร่วมมือกัน4-5 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าเราประสบความสำเร็จ ในเรื่องของการรักษาชีวิตผู้คนในประเทศ เสร็จแล้วก็ต้องมาบริหารเรื่องปากท้อง ใครเป็นซีอีโอก็ต้องบริหารทั้งสองอย่างให้สมดุล

เราปิดประเทศ ยอมรับว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่เราต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษามาตรฐานในการรักษาชีวิตโควิด ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ นำเงินประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจ เตรียมเงินไว้ประมาณ 5 แสนล้านบาท มาช่วยผู้ประกอบการขนาดกลาง เอสเอ็มอี เพื่อประทังไม่ให้คนไทยจมน้ำตาย

ด้านการท่องเที่ยว ก็มีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ให้คนไทยไปเที่ยวกันเยอะๆ รัฐบาลออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ 1,000 บาท พักโรงแรมรัฐบาลออกให้ 40% อยากให้คนไทยออกไปเที่ยว ส่วนโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นให้ไปซื้อของตามร้านเล็กๆ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านโช่ห่วยเล็กๆ ก็มีช้อปดีมีคืน การช้อปปิ้ง การซื้อของมีการคืนภาษี ได้ 30,000 บาท อันนี้เป็นมาตรการที่ออกมา เพื่อให้คนไทยออกมาเที่ยว ถ้าไม่ออกมาใช้จ่าย คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ต้องตกงาน และเอสเอ็มอีที่อยู่ต่างจังหวัดจะไปไม่รอดดังนั้น จึงเป็นมาตรการที่ชวนคนไทยเสียสละออกมาเที่ยว เหมือนการช่วยคนจะจมน้ำ แล้วเราโยนขอนไม้ไปให้เกาะไว้ก่อน แล้วเดียวโควิดจบค่อยขึ้นฝั่ง

“ตอนนี้เอาที่พวกเราอยู่กันได้ เพราะเราต้องเสียสละ เช่น สมมุตินักท่องเที่ยว 40 ล้านคนไม่มา เรามีประชากร 60 ล้านคน สมมุติจำนวน 10 ล้านคน พอมีฐานะ ออกมาใช้จ่าย เพื่อท่องเที่ยวสัก 50,000 บาท เท่ากับ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่มา ถ้ามีฐานะออกมาสัก 100,000 คน ก็เท่ากับ 20 ล้านคนที่ไม่มา หรือถ้าคนมีฐานะออกมาเที่ยว 200,000 คนก็จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น คนไทยที่พอมีฐานะ ออกมาเสียสละ ออกมาใช้จ่าย ส่วนตัวคิดถึงสมัยจอมพล ป.พิบูลย์ สงคราม เมื่อ 50-60 ปีก่อน ตอนนั้นเศรษฐกิจไม่ดี จึงมีคำนิยาม ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ คนไทยไม่ซื้อของต่างประเทศ คนไทยซื้อของใช้ของภายในประเทศ ไทยเที่ยวไทยภายในประเทศ ผมว่าบรรยากาศตอนนี้ต้องเป็นอย่างนั้น เมดอินไทยแลนด์มาก่อน ประเทศชาติมาก่อน ใช้ของไทยก่อน ช่วยกันออกมากิน ออกมาใช้ ออกมาเที่ยวไทย” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวว่า หลังโควิด อะไรคือโอกาส ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ ประเทศไทยมีวิกฤตที่ผ่านมาหลายเรื่อง อย่างตอนที่เกิดสึนามิ เมื่อปี 2547 นั่นก็เรื่องใหญ่ของประเทศและวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ไฟแนนท์ 56 แห่ง ธนาคารล้มปิดหมด และขยายวงไปสู่ภูมิภาคอาเซียน ลามไปสู่ทั่วโลก เพราะต้มยำกุ้งที่เกิดกับประเทศไทย จึงทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดสถาบันการเงิน ทำให้เกิดความมั่นคงขึ้น ถึงทำให้อยู่ได้อย่างวันนี้ ดอกเบี้ยก็ไม่เก็บ เงินต้นก็ไม่เรียก 7-8 เดือนแล้ว ถ้าเป็นภาวะปกติก็อยู่ไม่ได้

วันที่เกิดสึนามิ ภูเก็ตไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับทุกวันนี้ โดยขณะนั้น ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยว แค่ 2-3 ล้านคน แต่วันนี้ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยว 15 ล้านคน หรือคิดเป็น 5 เท่า และเมื่อปี 2547 ภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยว ไม่ถึง 1 แสนล้านบาท แต่วันนี้ภูเก็ตมีรายได้ถึง 5 แสนล้านบาท นั่นคือวิกฤตคือโอกาส เพราะคนไทยมีน้ำใจ เหมือนโควิดที่จับไม้จับมือช่วยกัน ภาพที่ประทับที่สุด ก็เหมือนหนัง The Impossible คนไทยถอดประตูบ้านแล้วทำเป็นเปลสนาม และรับคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลคนไทยมีสปิริต ทุกคนช่วยกัน เมืองไทยเป็นเมืองที่น่ารักและมีน้ำใจ

“ประเทศไทยเป็นเมืองที่ปลอดภัย เอาอยู่เรื่องโรคระบาด โรคภัยไข้เจ็บ มีระบบสาธารณสุขที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก นี่คือสิ่งที่เราได้ มองว่าหลังโควิด ประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาบริหารนวัตกรรม เพื่อเป้าหมายในการบริหารองค์กรได้อย่างยั่งยืน เมื่อโควิดมารีเซ็ตโลกแล้ว มาเป็นนิวนอร์มอลแล้ว ดังนั้น เราต้องหาตัวตนของเราให้เจอ ซึ่งมองใน 3 เรื่อง ที่จะอยู่บนความเข้มแข็งของไทย ยืนยันเรื่องการท่องเที่ยว ตอนนี้เรามีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน พอโควิดจบประเทศไทยจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนทั่วโลก เพราะพื้นฐานเราดีอยู่แล้ว ดังนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง และเราสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

เมืองไทยเป็นเมืองสุขภาพของโลก เมืองไทยคือเมือที่เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก นัดท่องเที่ยวมาพักรักษาตัว มาดูแลตัวเอง มาเที่ยวเมืองสุขภาพก็คือเมืองไทย อันนี้จะเป็นอีกโปรดักส์หนึ่งของมิติทางการท่องเที่ยว ที่ไม่มีใครมาสู้ ความน่ารัก ความสวยงาม ธรรมชาติได้หยุดพัก ช่วงโควิด ไปเที่ยวหัวหิน น้ำทะเล ภูเก็ต มีปลาโลมา ฉะนั้น ความสวยสดงดงาม กลับมาให้ชื่นชม บวกกับมาเมืองไทยแล้วปลอดภัย เราต้องมาวางแผนเรื่องการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจัง” นายสุวัจน์ กล่าว

อย่างเราไปยุโรป มีรถไฟความเร็วสูง ทุกประเทศการท่องเที่ยวมีรถไฟ ตอนนี้มีการคิดว่าจะทำรถไฟรางคู่ ยกตัวอย่าง ไปหัวหินต้องออกจากกรุงเทพ 7 โมงเช้าไปถึงหัวหิน 11 โมง รวมเวลา 4 ชั่วโมง ต้องมีการหยุดแต่ละสถานีเพื่อให้มีการเปลี่ยนสลับ แต่ถ้าเราทำรถไฟรางคู่ ก็ไม่ต้องหยุดแล้ว วิ่งสวนกันเลย ดังนั้น นั่งรถไฟก็ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งตอนนี้ให้ทำรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เราทำจากดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ต่อไป 50 นาที เชื่อมโยงกัน ถ้าเราเอาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมารองรับการท่องเที่ยว มีการทำรถไฟรางคู่ มีการทำมอเตอร์เวย์ ให้มีถนนเลียบหาด ตรงไหนไม่มีก็ใส่ตรงนี้เข้าไป ต่อไปทำให้เมืองไทย น่าท่องเที่ยวขึ้นอีกเยอะ

คิดว่า โครงสร้างพื้นฐานเมืองไทย ถ้านึกภาพประเทศไทย ด้ามขวานฝั่งขวามือ คืออ่าวไทย ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี  ชะอำ หัวหิน ปรานบุรี  ชุมพร สุราษฎร์ เกาะนางนวล เกาะเต่า ฝั่งซ้ายมือ ระนอง ตรัง สตูล ภูเก็ต  อันนี้เรียกว่าฝั่งอันดามัน ตรงอ่าวไทย ตั้งแต่ ตราด จันทบุรี ชลบุรี กรุงเทพ เพชรบุรี ประจวบ ชุมพร สุราษฏร์ ความยาวเกือบๆ 2,000 กม. มีมารีน่าที่เดียวที่พัทยา มีท่าจอดเรือ ยอร์ช มีแค่จุดเดียว มาดูฝั่งซ้าย ที่ภูเก็ต ที่เดียวที่มี 5 แห่ง

ส่วนตัวคิดถึงนาย ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เมื่อก่อนเราว่าเรือยอร์ช เป็นเรื่องของความฟุ่มเฟื่อย ปีหนึ่งก็เก็บไม่ได้ เพราะไม่มีใครสั่งเข้ามา ปีหนึ่งเก็บ 400-500% เพราะไม่มีใครสั่งเข้ามา แล้วนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา เราได้นักท่องเที่ยวระดับสูงเข้ามา พอไม่เก็บ ภูเก็ตเป็นเมืองคนระดับสูงเลย มาเที่ยวเมืองไทยด้วยเรือ เข้ามาเยอะเลย เรามีหลายอย่างที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน

จากที่มองที่ภูเก็ตที่เดียว ภูเก็ตมีพี่น้อง 6 แห่ง คือ ระนอง สตูล ตรัง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ที่อยู่ฝั่งอันดามัน ฝั่งซ้าย การที่เราจะขายภูเก็ต จังหวัดเดียว ทำไมเราไม่ขายอันดามัน อันนี้ คืออันดามันของไทย ริเวียร่าของไทย ประกอบด้วย 6 จังหวัด แล้วเชื่อมโยงการคมนาคม อันนี้คือย่านท่องเที่ยวอันดามัน ขนาดใหญ่ แทนที่จะเที่ยวแค่อาทิตย์เดียว ก็อยู่สองอาทิตย์ เทคนิคของการท่องเที่ยว ทำยังไงให้นัดท่องเที่ยวอยู่ยาว ต้องมีโปรดักส์ ล่อ มีสินค้าล่อ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีระบบคมนาคมที่เชื่อมโยง คนเดินทางท่องเที่ยว ถ้าสร้างความหลากหลาย แล้วสร้างให้เป็นย่าน ก็อยู่ยาวขึ้น ในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวของโลก

“อันดามันเป็นจุดขายของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มี 120 เกาะ อย่างเกาะตาปู ลานตะโตน มีแร่ธาตุหลายอย่าง พออาทิตย์สาดส่อง จะมีแสงสีสวยงาม” นายสุวัจน์  กล่าว