หน้าแรก เศรษฐกิจ ดับบลิวเอชเอ ...

ดับบลิวเอชเอ มอง ‘ม็อบ’ ไม่กระทบความเชื่อมั่นทุนต่างชาติ จ่อออก ‘ทรัสต์’ เพิ่มทุนครั้งที่ 2

29.10.20 | 16:17 น.

ดับบลิวเอชเอ มอง ‘ม็อบ’ ไม่กระทบความเชื่อมั่นทุนต่างชาติ จ่อออก ‘ทรัสต์’ เพิ่มทุนครั้งที่ 2 มูลค่าไม่เกิน 1.7 พันลบ.

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเนชั่น (WHA) เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมแสดงจุดยืนทางการเมืองในประเทศไทย เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากส่วนมากเป็นการลงทุนระยะยาวประมาณ 20-30 ปีขึ้นไป รวมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของทุนต่างชาติ มักจะลงทุนเป็นห่วงโซ่ธุรกิจขนาดใหญ่ (ซัพพลายเชน) หรือมีการลงทุนระยะยาวมากกว่า 1 แห่ง ทำให้เชื่อว่า ปัจจัยทางการเมืองจะไม่ส่งผลให้เกิดผลกระทบถึงขั้นทำให้นักลงทุนต่างชาติต้องย้ายฐานการผลิต ซึ่งหากพิจารณาประเทศในภูมิภาคเดียวกัน พบว่าทุกประเทศล้วนมีประเด็นการเมืองในประเทศ เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่การชุมนุมของไทยไม่เคยลุกลามไปถึงนักลงทุนต่างชาติหรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นอยู่

“ประเทศไทยมีจุดแข็งคือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมและตอบโจทย์ธุรกิจที่มีศักยภาพ อีกทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศไทยซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีแรงงานที่มีฝีมือเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยยังเป็นจุดมุ่งหมายการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมในประเทศไทย อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญค่อนข้างสูง โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย ขณะที่จากการพูดคุยกับกลุ่มกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) พบว่า ปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติกังวลมากที่สุดกลับไม่ใช่การเมืองในประเทศไทย แต่เป็นความพร้อมที่จะสามารถกลับมาเดินทางระหว่างประเทศได้ในช่วงใดแทน” นางสาวจรีพร กล่าว

นางสาวจรีพร กล่าวว่า สำหรับบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) ภายใต้ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ล่าสุดทรัพย์สินที่กองทรัสต์ HREIT เข้าไปลงทุน มีความโดดเด่นด้านทำเลทองที่มีศักยภาพสูงเพราะพื้นที่เช่าส่วนใหญ่ที่กองทรัสต์เข้าลงทุน ตั้งอยู่ในโซนของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่งผลให้กองทรัสต์ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกองทรัสต์ ยังมีพื้นเช่าบางส่วนในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในพื้นที่ที่กองทรัสต์ลงทุนจากดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยังช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการต่างชาติระดับใหญ่หลายราย ย้ายฐานการผลิตเข้ามาใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และด้วยแนวโน้มความต้องการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ของกองทรัสต์ HREIT อยู่ในระดับ 94% ซึ่งเป็นอัตราที่สูง หากเทียบกับกองทรัสต์ที่ลงทุนในทรัพย์สินประเภทเดียวกัน และความต้องการเช่าพื้นที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อัตราค่าเช่าของกองทรัสต์ HREIT สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคตอีกด้วย

ด้าน นางสาวจารุชา สติมานนท์  รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เหมราช (HREIT) กล่าวว่า กองทรัสต์ HREIT อยู่ระหว่างเตรียมการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 โดยจะทำการลงทุนในทรัพย์สินมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,337.70 ล้านบาท ในพื้นที่ 5 โครงการ โดยเป็นการลงทุนในพื้นที่เช่าโรงงานและคลังสินค้ารวม 48,127 ตารางเมตรโดยเป็นทรัพย์สินของ 3 บริษัท ได้แก่

Advertisement

1.บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สำหรับบางส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (WHA CIE 1)

2.บริษัท ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด (สำหรับโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (WHA ESIE 1) และ โครงการดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์พาร์ค 2 (WHA LP 2)

3.บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล บิวดิ้ง จำกัด สำหรับบางส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (WHA CIE 1) โครงการดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์พาร์ค 4 (WHALP 4) และโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) ซึ่งภายหลังจากการลงทุนในทรัพย์สิน ประมาณการสินทรัพย์รวมของกองทรัสต์ HREIT จะเพิ่มขึ้นเป็น 11,250.94 ล้านบาท จากปัจจุบันกองทรัสต์มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 9,913.24 ล้านบาท

นายเศกธัช จงศิริวัฒน์ ผู้บริหารงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์ HREIT กล่าวว่า การเพิ่มทุน ของกองทรัสต์ HREIT จำนวนไม่เกิน 137.50 ล้านหน่วยนั้น ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมได้สิทธิจองซื้อหน่วยทรัสต์ในอัตราส่วน 1 หน่วยทรัสต์เดิมต่อ 0.1956 หน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติม โดยจะเปิดให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมจองซื้อระหว่างวันที่ 16-20 และ 23-26 พฤศจิกายน 2563 และสำหรับบุคคลทั่วไป จะเปิดให้จองซื้อ ระหว่างวันที่ 16-20 และ 23-27 พฤศจิกายน 2563 โดยผู้ลงทุนที่สนใจ จะทำการจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุด 7.50 บาท/หน่วย ทั้งนี้ หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาเสนอขายสูงสุดก็จะทำการคืนเงินส่วนต่างให้กับผู้ลงทุนที่จองซื้อ