รายงานข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การส่งออกข้าวช่วง 9 เดือนของปี 2563 มีปริมาณรวม 4,041,858 ตัน มูลค่า 84,481 ล้านบาท หรือ 2,702.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแง่ปริมาณลดลง 31.9% แง่มูลค่าลดลง 15.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีปริมาณ 5,934,547 ตัน มูลค่า 100,012 ล้านบาท หรือ 3,191.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 3 รองจากอินเดีย ส่งออกแล้ว 9.86 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 19.5% เวียดนามส่งออกแล้ว 4.99 ล้านตัน ลดลง1.4% ขณะที่ปากีสถานส่งออก 2.78 ล้านตัน ลดลง 5.3% และสหรัฐ ส่งออกแล้ว 1.85 ล้านตัน ลดลง 20.4%
ในรายงานสมาคมฯ ระบุว่า เฉพาะเดือนการส่งออกข้าวเดือนกันยายน มีปริมาณ 390,258 ตัน มูลค่า 7,464 ล้านบาท โดยแง่ปริมาณเพิ่มขึ้น 9.4% แง่มูลค่าเพิ่ม 3.8%จากเดือนสิงหาคม 2563 แต่เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน แง่ปริมาณลดลง 32.6% แง่มูลค่าลดลง 21.4% สำหรับเดือนตุลาคม 2563 เบื้องต้นสมาคมคาดว่ามีปริมาณส่งออกประมาณ 470,000-500,000 ตัน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าในแถบแอฟริกายังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจากไทยทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่ง เพื่อเตรียมไว้ใช้ในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ ประกอบในช่วงนี้ราคาข้าวไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวลงบ้างแล้ว จึงทำให้ผู้ซื้อหันมาให้ความสนใจข้าวไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการส่งออกข้าวหอมมะลิมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากผู้ซื้อบางส่วนรอดูผลผลิตข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาด ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ภาวะราคาข้าวของไทยในช่วงนี้มีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามภาวะตลาดและราคาภายในประเทศที่อ่อนตัวลง แต่ราคาก็ยังคงสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอินเดียที่ราคายังต่ำกว่าไทยอยู่ประมาณ 100-115 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียตลาด ข้าวนึ่งและข้าวขาวให้แก่อินเดียในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 สมาคมฯประกาศราคาข้าวขาว 5% ที่ 465 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ขณะที่เว็บไซต์ Oryza.com รายงานราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน อยู่ที่ 488-492, 348-352 และ 388-392 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ตามลำดับ
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปี 2563 จากต้นปี 6.5 ล้านตัน เหลือ 6 ล้านตัน แต่หากดู ตัวเลข 9 เดือนที่ 4.04 ล้านตัน และค่าเฉลี่ยส่งออกต่อเดือนอยู่ที่ 5-6 แสนตัน มีโอกาสที่ทั้งปีไทยจะส่งออกได้ต่ำกว่า 6 ล้านตัน เหลือประมาณ 5.5-5.6 ล้านตันเท่านั้น แต่แนวโน้มส่งออกข้าวไทยในไตรมาสแรกอาจดีขึ้นเล็กน้อย จากหลายประเทศผู้นำเข้าข้าวเจอภัยพิบัติพายุและแล้งหลายประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ขณะที่ผลผลิตในไทยมีโอกาสสูงกว่าปีก่อน เพราะเพียงฝนชุก ไม่เจอพายุรุนแรง

