หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยกระฉูด...

หุ้นไทยกระฉูด23.57จุด รับข่าวประชามติ ทำสถิติ1ปี5เดือน

8.08.16 | 18:50 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ว่าเปิดการซื้อขายหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นทันทีกว่า 1% และซื้อขายในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยบวกแรงช่วงบ่าย และปิดการซื้อขายที่ 1,542.26 จุด เพิ่มขึ้น 23.57จุดหรือ 1.55% ดัชนีสูงสุดของวันอยู่ที่ 1,543.36 จุดต่ำสุด 1,532.39 จุด มูลค่าการซื้อขาย 76,292.36 ล้านบาท ซึ่งทำสถิติสูงสุดรอบ 1 ปี 5 เดือน

ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ตลท.ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน จัดงานวิเคราะห์การลงทุน “Outlook ตลาดหุ้นไทย หลักลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” นายปรเมศร์ ทองบัว ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลที่ออกมาไม่เกินความคาดหมาย และหุ้นไทยคงปรับตัวขึ้นจากนี้ไม่มากนักหรือปรับขึ้นไม่เกิน 1,550 จุด เพราะอัตราราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ในระดับสูงถึง 16.5 เท่า ใกล้ระดับสูงสุดเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่อยู่ในระดับ 16.7 เท่า แต่สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเปราะบางกว่าในอดีต จึงแนะนำให้เข้าซื้อหุ้นหลังหลุด 1,500 จุด

อีกทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ จะออกมาไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่ดัชนียังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างประเทศอยู่ สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ต้องจับตามองว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากพรรคการเมืองหรือจากคนที่คณะรักษาความสงบ(คสช.)เป็นผู้คัดสรรมา เพราะหากเป็นคนจากพรรคการเมือง อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงนโยบายและการปฏิรูปที่ทำมาก่อนหน้า

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้การลงประชามติผ่านทั้งสองประเด็น แต่เชื่อว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะยังไม่ไหลเข้ามาในปีนี้ จะเมื่อประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน อีกทั้งราคาหุ้นไทยถือว่าอยู่ระดับสูง แต่จะเริ่มถูกลงปลายปี เพราะปี 2560 กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มดีขึ้น อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น การบริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มโตลดลงจากก่อนหน้า จึงกังวลว่าตัวเลขเศรษฐกิจจริง จะไม่เป็นไปตามคาดหวังไว้ ปัจจัยบวกคือการลงทุนภาครัฐยิ่งเร่งเร็วขึ้น เพราะเห็นกรอบเลือกตั้งช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 จึงคาดว่าหุ้นไทยช่วงนี้กรอบล่างอยู่ช่วง1,450-1,490 จุด กรอบบนอยู่ช่วง1,530-1560 จุด และ 1,580 จุด

ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือกรอบเวลาการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไป ทำให้กองทุนที่มีเกณฑ์ต้องลงทุนในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยยังติดเงื่อนไข การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกและไทยไม่เป็นไปตามคาด ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศเริ่มปรับขึ้น ทำให้ผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้และหุ้นเริ่มแคบลง

Advertisement

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด กล่าวว่าสาเหตุที่หุ้นไทยวันที่ 8 สิงหาคมปรับเพิ่มขึ้นมาก เพราะนักลงทุนสามารถมองภาพโรดแมปไกลๆได้ชัดเจนขึ้น หลังจากอึมครึมมานาน แต่ราคาที่ขึ้นเร็ว ก็มีโอกาสลงเร็วจากการขายทำกำไรได้เช่นกัน มองว่าหุ้นไทยจะขึ้นไม่ไกลจากปัจจุบัน เพราะราคาหุ้นเริ่มแพง นอกจากนี้ราคาหุ้นในปัจจุบันรับรู้ข่าวประชามติผ่านไปพอสมควรแล้ว กรอบหุ้นอยู่ที่ 1,440 -1,535 จุด

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลท. กล่าวว่า ไม่แปลกใจหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 6 หมื่นล้านบาท เพราะนักลงทุนมั่นใจว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด อีกทั้ง ยังมีกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่าระยะสั้นประชามติจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่จะดีขึ้นเป็นหลัก ทำให้คสช.มีอำนาจผ่านส.ว.ในการเลือกนายกฯ ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เพราะรู้แน่นอนว่าจะได้เลือกตั้งภายในปลายปีหน้า

“ที่ผ่านมาต่างชาติเข้าตลาดทุนไทย เพราะตามความน่าสนใจในภูมิภาคและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไทยดีขึ้น มากกว่าเข้ามาเก็งกำไรเรื่องการเมือง แต่การรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยและอาจเห็นเงินทุนเข้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ มติที่เกิดขึ้นทำให้ระยะเวลาการเลือกตั้งมีความชัดเจนว่าจะเกิดได้ภายในปลายปีหน้า หรือไม่เกินกลางปี 2561 ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ และน่าจะส่งผลดีต่อการลงทุนจากเม็ดเงินต่างชาติที่มาลงทุนโดยตรงด้วย ” นางวรวรรณ กล่าว

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2559 ปรับตัวถึง 23.31% ส่งผลให้ดัชนียังคงอยู่ในกรอบร้อนแรงครั้งแรกในรอบ 20 เดือนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในกรอบร้อนแรงมาก รองลงมาคือกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศมีความมั่นใจในกรอบร้อนแรง โดยมีปัจจัยจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเป็นตัวดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน หมวดธนาคาร มีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด ขณะที่หมวดแฟชั่น ไม่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุน