หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เฟทโก้’ ชี้ ...

‘เฟทโก้’ ชี้ ‘ม็อบ’ เป็นปัจจัยหลักฉุดหุ้นไทยร่วงมากสุด มองเลือกตั้งสหรัฐ ดึงความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

5.11.20 | 16:21 น.

เฟทโก้ชี้ม็อบเป็นปัจจัยหลักฉุดหุ้นไทยร่วงมากสุด มองเลือกตั้งสหรัฐ ดึงความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่างนายโจ ไบเดน พรรคแดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน โดยประเมินว่าหากนายโจ ไบเดนชนะ คาดว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และทำการฟ้องศาลเพื่อทบทวนคะแนนเสียงต่อไป โดยในกรณีที่นายโจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดี และได้คุมสภาล่าง แต่ไม่ได้คะแนนเสียงส่วนมากของสภาสูง จะทำให้การดำเนินนโยบายไม่มีเสถียรภาพมากนัก เนื่องจากการออกนโยบายจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาสูงด้วย ซึ่งหากไม่มีเสียงมากพอ การออกมาตรการต่างๆ ก็อาจทำได้ไม่ง่ายนัก เหมือนภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำรงตำแหน่ง 2 ปีล่าสุด ที่ไม่ได้คุมทั้ง 3 ส่วน ทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการต่างๆ จะต้องขอความเห็นชอบค่อนข้างยืดเยื้อ โดยในระยะถัดไป สหรัฐจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งประเมินว่าเม็ดเงินจากเดิมที่จะออกมากว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เหลือเพียง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงจะไม่ได้ออกมามากเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะมีเวลาอีกกว่า 2 เดือนจนกว่าประธานาธิบดีจะต้องทำการสาบานตน ทำให้หากข้อสรุปการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐยืดเยื้อ อาจต้องมีผู้เข้าทำหน้าที่แทนประธานาธิบดีแท้จริงไปก่อน ซึ่งส่วนนี้จะยิ่งทำให้ภาพรวมแย่ลง จึงประเมินว่าความไม่แน่นอนจะกลับมาอีกครั้ง รวมถึงจะเห็นภาพการปรับลดลงของดัชนีเพิ่มเติม ภาพในระยะถัดไปจึงจะไม่ราบรื่นมากนัก แต่ยังประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นโทนขาขึ้น เพราะไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี ก็มองว่าจะต้องมีมาตรการกาะตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมแน่นอน

หากนายโจ ไบเดน ชนะ ตลาดหุ้นสหรัฐอาจไม่ถูกสนับสนุนมากเท่านายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมองว่าบรรยากาศการค้าขายระหว่างประเทศจะดูดีขึ้น เพราะนายโจ ไบเดน น่าจะไม่ทำเหมือนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น รวมถึงไทยยังมีความน่าสนใจอยู่ แต่ประเทศไทยต้องบริหารจัดการความเสี่ยงภายในให้ได้ โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม มองว่าระดับดัชนีที่ 1,200 จุด เชื่อว่าจะเป็นแนวรับที่แข็งมาก และเป็นจุดต่ำสุดในรอบนี้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ที่เริ่มนิ่งแล้ว รวมถึงในปี 2564 ก็เริ่มเห็นการทยอยปรับขึ้นของประมาณการจากนักวิเคราะห์แล้ว โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จะสามารถกลับมาที่ระดับเดิม ประมาณ 30-40% ได้ เพราะที่ผ่านมาปรับลดลงไปประมาณนี้นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมา เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและโครงสร้างของตลาดทุนไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นอิงกับเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้เมื่อหุ้นกลุ่มหลักถูกกระทบ จึงไม่มีตัวเลือกให้นักลงทุนเลือกลงทุนเพิ่มเติม ภาพดัชนีจึงไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก โดยประเมินว่า หากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมารุนแรง หรือยืดเยื้อต่อไป จะทำให้ตลาดหุ้นซึมตัวแรงมากกว่าเดิม แต่คงไม่ได้รุนแรงมากกว่าเดิมนัก เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ตอบรับในรูปแบบการปรับลดลงสาหัสเท่าที่ควร เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะไม่ได้กระทบกับควาทเชื่อมั่นมากเท่าช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น โดยประเมินทิศทางตลาดในปี 2564 เชื่อว่าหุ้นไทยที่อิงการเติบโตจากปัจจัยเศรษฐกิจเป็นหลัก จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 1/2564 ทำให้นักลงทุนจะกลับมาซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป จากเดิมที่เน้นซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความปกติวิถีใหม่ (นิวนอร์มอล)

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 3 แสนล้านบาท ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หรือมากสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยหากในปี 2564 ภาพรวมตลาดกลับมาสดใส และเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ตลาดหุ้นไทยซึ่งยังปรับตัวขึ้นต่ำกว่าภาพรวมตลาด (อันเดอร์เฟอร์ฟอร์ม) ก็จะมีความน่าสนใจ และมีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลกลับเข้ามามากขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิตในปรัเทศ และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ซึ่งมองว่ารัฐบาลควรต้องทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2563 ว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้าดัชนีอยู่ที่ระดับ 61.27 ปรับตัวลดลง 9% จากเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในเกณฑ์ซบเซาต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือ นโยบายภาครัฐ และการไหลเข้าออกของเงินทุน สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รองลงมาคือ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงความกังวลต่อการระบาดระลอกสองของโควิด-19 ด้านหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดธนาคาร

Advertisement