“อดีตขุนคลัง” แนะจับตาศึกเลือกตั้งสหรัฐฯก๊อก 2 สู้ดุเดือดแย่งสภาสูง ส่วนไทยขัดแย้งลากยาวฉุดศก.
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.63 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “ไทยเตรียมรับพิษโควิดสหรัฐหรือยัง?” บทความที่ 43 โดยครั้งนี้ ได้มีการวิเคราะห์ว่า ในบทวิเคราะห์ของ Bank of America กุญแจสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ขึ้นอยู่กับการจับคู่ ระหว่างประธานาธิบดี กับสภาสูง (Senate)
กรณี C ถ้าทรัมป์ชนะ และยังคุมสภาสูงได้เหมือนปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจจะต่อเนื่อง โดย BoA แสดงวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรูปดอลลาร์ 2 ตัว และใช้คำบรรยายว่า Expansion แสดงด้วยรูปการผลิดอก-ออกผล
กรณี D ถ้าทรัมป์ชนะ แต่สภาสูงหลุดมือไปเป็นพรรคเด็มโมแครต นโยบายเศรษฐกิจจะอ่อนลง เพราะจะมีข้อขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับสภาสูง วงเงินรูปดอลลาร์เหลือ 1 ตัว และใช้คำว่า Stagnation แสดงด้วยรูปป้ายห้ามเข้า
กรณี B ถ้าไบเดนชนะ และพรรคเด็มโมแครตคุมสภาสูงได้ด้วย
ไบเดนจะผ่านกฎหมายใช้เงินแบบเทกระเป๋าได้สะดวก วงเงินรูปดอลลาร์มีมากสุดถึง 3 ตัว และใช้คำว่า Elevation แสดงด้วยรูปเครนยกของ
ซึ่งจะเป็นกรณีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดได้หนักแน่นที่สุด
แต่กรณี A ไบเดนชนะ แต่ไม่สามารถคุมสภาสูงได้ ซึ่งเป็นแนวโน้มขณะนี้
สภาสูงจะตีกรอบวงเงิน รูปดอลลาร์ไม่เหลือเลย ใช้คำว่า Deflation คือยุคที่ราคาสินค้าและบริการถดถอย และถ้าถดถอยมาก ก็จะลุกลามไปยังราคาทรัพย์สิน
หลายคนอาจจะเห็นว่า BoA มองสถานการณ์เลวร้ายเกินไป เพราะเห็นว่าตลาดหุ้นกลับบูมคึกคัก ไบเดนจะไม่สามารถขึ้นภาษีได้มาก และกฎหมายที่กำกับกลุ่มเทคอย่างเข้มงวดจะไม่ผ่านสภาสูง
พรรครีปับบลิกันนั้น ถือนโยบาย small government คือ ภาษีต่ำ รัฐใช้จ่ายน้อย ในเมื่อชอบภาษีต่ำ พรรครีปับบลิกันก็ย่อมจะต้องตีกรอบการใช้จ่ายโดยไบเดนให้ต่ำไปด้วย ซึ่งจะทำให้การฟื้นเศรษฐกิจในยามวิกฤตหนักยากขึ้น
ตลาดหุ้นที่คึกคัก อาจจะทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์สำคัญผิด สบายอกสบายใจ
แต่ในข้อเท็จจริง มีข้อมูลสินเชื่อระบบแบงค์ที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแผ่วลง
อัตราการขยายสินเชื่อของระบบแบงค์ ซึ่งขยับสูงขึ้นหลายเดือน ด้วยอานิสงส์จากโครงการเยียวยารอบแรก บัดนี้กลับลดลง
ในรูป 2-4 กราฟของเฟด แสดงอัตราขยายสินเชื่อต่ำลง ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านการพาณิชย์และอุตสาหกรรม และด้านสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง
ที่สำคัญคือ ตัวเลข 3 เดือนและ 6 เดือนล่าสุด นอกจากติดลบแล้ว ยังมีแนวโน้มต่ำลงไปอีก
ในรูป 5 บลูมเบิร์กสำรวจข้อมูลเร็ว เช่น การใช้รถ การใช้ยานสาธารณะ การใช้พลังงาน ฯลฯ ซึ่งใช้พยากรณ์เศรษฐกิจได้ พบว่ายุโรปและสหรัฐกำลังจะเข้าโหมดชะลอตัวลง
การชะลอตัวเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. เมื่อโควิดระบาดรอบสอง และหนักขึ้นในเดือน พ.ย.
ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายพยากรณ์ว่า ประเทศตะวันตกจะเผชิญสถานการณ์รูปตัว W
น่าสังเกตว่า ประเทศตะวันตกซึ่งคุมการแพร่ระบาดได้น้อยกว่าเอเซีย ประชาชนจะมีแผลโควิดค้างอยู่ในใจหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ระแวงไม่กล้าใช้เงิน ยาวไปอีก 2-3 ปี
ถามว่า เหตุใดพรรคเด็มโมแครตจึงไม่สามารถยึดสภาสูงได้สำเร็จ?
ในวิกฤต 1930 คนอเมริกันเทคะแนนให้นายแฟรงคลิน รูสเวล์ทแบบ landslide เพราะต้องการให้รัฐบาลช่วยอุ้มคนจนที่ตกลงไปในเหววิกฤต
วิกฤต 1930 จึงเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ และมาตรการเงินช่วยเหลือคนตกงาน
แต่ในครั้งนี้ คนอเมริกันกลับไม่ได้ทุ่มคะแนนสภาสูงให้ไบเดน
ผมเดาว่า เกิดจากรัฐสภาออกโครงการเยียวยารอบแรกที่เร็ว และวงเงินสูงมาก ชาวบ้านที่ไม่เดือดร้อน จึงไม่คิดที่จะเทคะแนน เหมือนในวิกฤต 1930
ชาวบ้านคงนึกไม่ถึงว่า การไม่เทคะแนนให้เหมาเด็ดขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเป็นอุปสรรคต่อการผ่านกฎหมาย
ขณะนี้ คะแนนผลเลือกตั้งสภาสูง ยังออกมาเป็น 48 ที่นั่งเท่ากันพอดี
สำหรับ 4 ที่นั่งที่เหลือนั้น เดิมเป็นของพรรครีปับบลิกัน จึงมีหลายคนที่ฟันธงว่าพรรครีปับบลิกันจะชนะ 52 ต่อ 48
อย่างไรก็ดี ล่าสุด เกิดความไม่แน่นอนเล็กน้อย โดยถึงแม้ 2 ที่นั่งมีแนวโน้มจะเป็นพรรครีปับบลิกันชัดเจน
แต่อีก 2 ที่นั่งในรัฐจอร์เจีย จำเป็นจะต้องเลือกกันใหม่ เป็นรอบสอง ต้นเดือน ม.ค. 2021 เพราะผู้ชนะยังได้คะแนนไม่ถึงระดับ
ถ้าสมมุติว่าพรรคเด็มโมแครตเกิดฟลุก ถ้าเกิดชนะ 2 ที่นั่งในจอร์เจีย คะแนนจะเป็น 50 เท่ากันพอดี และผู้ที่จะมีเสียงพิเศษที่จะชี้ขาดก็คือรองประธานาธิบดี ซึ่งก็คือพรรคเด็มโมแตรต
ดังนั้น การต่อสู้ในการเลือกตั้งรอบสองจึงคาดได้ว่า จะเข้มข้นมากเป็นพิเศษ
ส่วนในประเทศไทย ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังวนเวียนกับการเผชิญหน้า ต่อสู้กันไปไม่รู้จบ (เหตุการณ์ 8 พ.ย. )
ด้านเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วง!

