นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปีนี้ ยังมีทิศทางชะลอตัวต่อในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ และขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนเริ่มมีการเพาะปลูก เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น โดยแรงหนุนเศรษฐกิจมาจากปัจจัยด้านการเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะทยอยออกมา ทำให้เอกชนมีความเชื่อมั่นและลงทุนตามมา และการท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ทั้งนี้ แนวโน้มหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ทิศทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นที่ตอบรับเชิงบวก แต่ต้องติดตามตัวเลขการลงทุนจริงในระยะต่อไป
นายเบญจรงค์กล่าวว่า จากการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มองว่าอาจจะชะลอลงจากช่วงไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.2% เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐบางส่วนหมดลง ซึ่งธนาคารจะมีการติดตามตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่จะออกมา ซึ่งจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยประมาณการจีดีพีของธนาคารอยู่ที่ 2.8% ส่งออกติดลบ 2% ส่วนการลงทุนภาครัฐและเอกชนรวมขยายตัว 8%
นายเบญจรงค์กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังอ่อนแอและอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไตรมาส 2 ปี 2559 ว่าดัชนีปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 39.4 จากไตรมาสก่อนที่ 42.1 หลังจากที่ปรับขึ้น 2 ไตรมาสก่อนหน้านี้ โดยไตรมาสนี้พบว่า ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น จากราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน กุ้งขาว ที่ดีขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่น กรุงเทพฯและภาคตะวันออก ยังทรงตัว เพราะเป็นกลุ่มที่ประชาชนมีกำลังซื้อสูง และมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตรและท่องเที่ยว ส่วนภาคเหนือ กลางและตะวันออกเฉียงเหนือ ความเชื่อมั่นแย่ลง เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ
นายเบญจรงค์กล่าวว่า สำหรับที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาของธุรกิจ ผลกระทบจากภัยแล้ง รวมทั้ง เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่มีหลักประกันที่จะทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย รวมทั้งระบบบัญชีของเอสเอ็มอีที่พิจารณายาก ซึ่งต้องติดตามว่ากฎหมายหลักประกันทางธุรกิจที่ออกมาจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี หากประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐมีต่อเนื่อง และการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นในช่วงครึ่งปีหลังของเอสเอ็มอีได้ นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้าของเอสเอ็มอียังลดลง จาก 54.7 อยู่ที่ 53.5 และลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง จากไตรมาสที่ 4 ปี 2558 ที่อยู่ที่ 56.9

