หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘หอการค้า’ หน...

‘หอการค้า’ หนุนรัฐอัดมาตรการกระตุ้น ชี้ ‘คนละครึ่ง’ ทำเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท

12.11.20 | 15:17 น.

‘หอการค้า’ หนุนรัฐอัดมาตรการกระตุ้น ชี้ ‘คนละครึ่ง’ ทำเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2563 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้น หากเทียบกับเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 43.9 เพิ่มขึ้นจาก 42.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 49.0 เพิ่มขึ้นจาก 48.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 59.9 เพิ่มขึ้นจาก 59.4 ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ในด้านการกระตุ้นกำลังซื้อออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงในด้านจิตวิทยาเชิงบวกมากขึ้น แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศค่อนข้างมาก โดยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชะลอการใช้จ่ายไปอย่างน้อยไปจนถึงไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ว่าจะสามารถคลี่คลายตัวลงได้มากน้อยอย่างไร และติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 อย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลง โดยทั้ง 2 ปัจจัยในประเทศ ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตมากที่สุด

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่น ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 คาดว่าจะหดตัวน้อยลงเหลือ ติดลบ 7.7% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 8.5% ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 รวมถึงการออกมาตรการฟื้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ได้แก่ เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้มากขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเรื่องการชุมนุม กังวลโควิด-19 ระบาดอีกระลอก ผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง กังวลเรื่องเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่า และการที่สหรัฐจะตัดจีเอสพีในสินค้าไทย 231 รายการ นอกจากนี้ การที่นายโจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ประเมินว่าจะทำให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น อาจทำให้การส่งออกไปมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้น

“ประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านกำลังซื้อของประชาชน ทั้งในโครงการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกัน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่อาจมีออกมาเพิ่มเติมในระยะ 2 เชื่อว่าจะเป็นตัวชี้วัดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคใน 2 เดือนสุดท้ายของปี (พฤศจิกายน-ธันวาคม) นี้ ว่าจะปรับดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งเพิ่ม เนื่องจากหากประเมินพบว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในมาตรการคนละครึ่ง รวมกว่า 60,000 ล้านบาท สร้างเงินหมุนเวียนใน ระบบประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะสามารถดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ที่ 0.7-1% และหากประเมินทั้ง 3 มาตรการรวมกัน จะสามารถดันเศรษฐกิจในเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ให้ขยายตัวได้ประมาณ 2-3% ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2564 มีโอกาสกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ของปี 2564 ทำให้การเติมเงินเข้าไปอีก 60,000 ล้านบาท จะช่วยเป็นหลักประกันให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นได้ และหากอัดมาตรการดีๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 1 ปีหน้า จากที่คาดว่าจะเป็นไตรมาส 2 แต่ยังประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง ที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะติดลบ 7 ถึง ติดลบ 7.5% ได้” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มาตรการที่ภาครัฐดำเนินการออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้เท่านั้น เพราะขนาดของเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่ และรายได้ส่วนใหญ่หลักๆ มาจากภาคการท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินที่หายไป เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ มีจำนวนสูงมาก อาทิ รายได้จากต่างชาติ ปกติอยู่ที่ 6 แสนล้านบาทต่อเดือน แต่การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศทำได้สุดๆ อยู่ที่ 1.5-2 แสนล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น จึงยังไม่สามารถเทียบกับเม็ดเงินที่หายไปได้ รงมถึงการกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย ค่าใช้จ่ายต่อหัวในการท่องเที่ยวต่างกันมาก โดยหากคนไทยจะใช้จ่ายเท่านักท่องเที่ยวต่างชาติ 1 คน คนไทย 1 คนจะต้องเดินทางกว่า 5 ครั้ง จึงจะสามารถใช้จ่ายเท่ากับต่างชาติ 1 คนได้