‘ไทยคม’​ แจงปมไทยคม 5 ยันทำตามข้อสัญญา-ไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์

12.11.20 | 16:33 น.

‘ไทยคม’​ แจงปมไทยคม 5 ยันทำตามข้อสัญญา-ไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์​

นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผย​ถึงกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อ​เศรษฐกิจ​และ​สังคม​ (ดีอีเอส)​ เรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการสร้างและส่งมอบดาวเทียมทดแทนไทยคม 5 หรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นราคาดาวเทียม ซึ่งนำไปสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ว่า บริษัทได้ดำเนินการจัดส่งดาวเทียมขึ้นให้บริการครบถ้วนตามเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดสร้างดาวเทียมดวงใหม่มาทดแทนดาวเทียมไทยคม 5 ตามข้อเรียกร้อง โดยปัจจุบันยังมีดาวเทียมอีก 2 ดวง คือ ไทยคม 4 และไทยคม 6 ที่บริษัทได้โอนกรรมสิทธิ์ให้กับกระทรวงแล้ว และยังมีอายุวิศวกรรมเกินระยะเวลาสิ้นสุดสัมปทานซึ่งกระทรวงสามารถนำไปบริหารจัดการต่อไป

นายอนันต์ กล่าวว่า สัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม เกิดขึ้นมานานเกือบ 30 ปี มีการกำหนดเงื่อนไขในเชิงกรอบดำเนินการและหลักการปฏิบัติ และมีการอ้างอิงกับแผนดำเนินการที่บริษัทเสนอ และกระทรวงได้เห็นชอบโดยเน้นความต่อเนื่องของบริการดาวเทียมตลอดอายุสัญญา ในแผนดำเนินการที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากำหนดให้ บริษัท จัดสร้างดาวเทียม 2 ชุดรวม 4 ดวงโดยแต่ละชุด ประกอบด้วย ดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองและเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ดาวเทียมที่ยังมีอายุวิศวกรรมเหลือใช้งานได้อยู่ กระทรวงก็สามารถนำไปบริหารจัดการต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินการตามสัญญาจนถึงปัจจุบัน บริษัทมีการจัดสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ดาวเทียมให้รัฐไปแล้ว 6 ดวงมากกว่าที่กำหนดไว้ในแผน กรณีการขัดข้องของดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องปลดระวางไปนั้นกระทรวงทราบถึงอายุการใช้งานของดาวเทียมไทยคม 5 ตามที่ออกแบบไว้ในขณะที่ขออนุมัติจัดส่งว่า ดาวเทียมไทยคม 5 จะครบอายุการใช้งานตามที่ออกแบบไว้ (ครบอายุในปี 2561) และเมื่อเกิดกรณีการขัดข้องของดาวเทียมไทยคม 5 เนื่องจากการใช้งานเกินกว่าอายุที่กำหนด ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องปลดระวางในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 บริษัทมีการหารือกับกระทรวงและ กสทช. ล่วงหน้า และแจ้งแผนการปลดระวางให้ทุกฝ่ายทราบและขออนุมัติก่อน

นอกจากนั้น บริษัทยังได้นำส่วนแบ่งรายได้จากลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ นำส่งกระทรวงเป็นคำชดเชย รวมถึงเจรจากับบริษัทประกันภัยเพื่อนำเงินสินไหมทดแทนส่งมอบกระทรวงต่อไป และบริษัทยังคงมีดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6 สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุสัญญาสัมปทาน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง กระทรวงก็สามารถนำดาวเทียมทั้งสองดวงไปบริหารจัดการต่อ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานแล้ว

บริษัทจึงเห็นว่า ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วโดยรัฐไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด เนื่องจาก บริษัท ได้นำดาวเทียมขึ้นให้บริการและโอนกรรมสิทธิให้กับกระทรวงแล้วครบถ้วนตั้งแต่จัดส่งดาวเทียม และยังได้ชำระค่าส่วน แบ่งรายได้ของดาวเทียมทั้ง 6 ดวงรวมกัน จนถึงปัจจุบันเป็นเงิน 13,792.23 ล้านบาท

Advertisement

ขณะที่ จำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในสัญญาคือ 1,415 ล้านบาท อีกทั้ง บริษัท ยังมีส่วนสำคัญในการเสาะแสวงหาวงโคจรให้กับประเทศและช่วยดำเนินการรักษาวงโคจรดาวเทียมไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิตลอดมา และรัฐยังได้รับการส่งมอบดาวเทียมบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลก อันถือเป็นชื่อเสียงของประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อบริการสาธาณะ และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย

“ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาสัมปทาน บริษัทมีการดำเนินการที่เปิดเผยโปร่งใสต่อเจ้าหน้าที่รัฐโดยตลอด ผ่านกระบวนการเห็นชอบและอนุมัติดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการนำส่งรายได้ตามสัญญา จัดฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องมาทุกปี เชื่อว่า บริษัทได้ดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาโดยครบถ้วนถูกต้อง” นายอนันต์ กล่าว