‘อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่งฯ’ ปรับกลยุทธ์รุกขายคอนโดฯ-บ้านมือหนึ่ง

“อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่งฯ” ปรับกลยุทธ์รุกขายคอนโดฯ-บ้านมือหนึ่ง

นายสรังสี นันทพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ในการดำเนินธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือสองเป็นหลัก (โบรกเกอร์) ของคนไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2557 และดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลากว่า 7 ปี มีทรัพย์อสังหาริมทรัพย์มือสองที่บริหารอยู่ในพอร์ตในปีที่ผ่านมา ประมาณ 4,000 ยูนิต มูลค่าการขายประมาณ (รวม) 12,000 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 2563 จะมีการเพิ่มขึ้นของทรัพย์อสังหาริมทรัพย์มือสองหมุนเวียนอยู่ในพอร์ตประมาณ 5,000 ยูนิต มูลค่าการขายประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยรูปแบบการขาย จะมีทั้งลูกค้าฝากขาย 70% ฝากเช่า 30% แต่มีแนวโน้มที่เจ้าของทรัพย์จะประกาศขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากเรื่องความกังวลของการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและโควิด-19 ในปัจจุบัน เฉลี่ยที่เข้ามาใช้บริการกับบริษัท อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่งฯ ประมาณ 500 ยูนิตต่อเดือน

“ก่อนที่จะมาตั้งบริษัทมีประสบการณ์ในด้านงานขายในบริษัทขนาดใหญ่ในหลายแห่ง ทั้งในบริษัทไฟแนนซ์ด้านสินเชื่อรายย่อย รวมถึงทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ ก่อนที่จะพลิกมาจัดตั้งบริษัทธุรกิจโบรกเกอร์ขึ้นมา โดยรูปแบบการขยายเอเจนท์นั้น ในระยะ 3-4 ปีแรกของการก่อตั้งบริษัท จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่และผู้ที่ต้องการมีงานทำ ที่มีความสนใจในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เข้ามาร่วมงานกับบริษัท ซึ่งในปี 2562 บริษัทฯได้ปรับแผนการตลาด โดยเปิดเพื่อรับเอเจนท์พาร์ทไทม์เข้ามา เพื่อเป็นทางเลือกที่สอง เป็นกระเป๋าที่สองให้กับผู้ที่สนใจจะนำอสังหาริมทรัพย์มาขาย โดยเป็นการแบ่งรายได้แบบ Profit Sharing กับบริษัทฯ โดยบริษัทมีทีมงานที่มีประสบการณ์ที่มีความรู้และความชำนาญในการขายอสังหาริมทรัพย์คอยดูแล เนื่องจากตลาดบ้านมือสอง ผู้เล่น ผู้ขาย เข้าและออกง่าย อีกทั้งกฎหมายของการเป็นนายหน้าบ้านมือสองยังไม่มีการรองรับ” นายสรังสีกล่าว

นายสรังสีกล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดบ้านมือสองที่มีการเปลี่ยนแปลง การแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับผลจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ แผนที่จะไปขยายยังตลาดต่างประเทศในช่วงนี้ ต้องหยุดลง รวมถึงนโยบายของบริษัทฯที่มีเป้าหมายการสร้างการเติบโต ทำให้บริษัทฯต้องขยายขอบข่ายเพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่ โดยเข้าไปรับงานขายโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งประเภทโครงการบ้านจัดสรร และโครงการคอนโดมิเนียมมือหนึ่งเพิ่มเติม (Project Sale) มีโครงการที่ดูแลแล้ว 4 โครงการ

นายสรังสีกล่าวว่า การเข้ารับบริหารงานโครงการนั้นจะมีความแตกต่างกับการขายบ้านมือสอง ตรงที่การบริหารโครงการใหม่ จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่อง การวิจัย (Research) และการศึกษาความเป็นไปได้ของทั้งโครงการ (feasibility) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เช่นการใช้ Big Data เพื่อให้เกิดความถูกต้องและแม่นยำในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการที่บริษัทเข้าไปมีส่วนรวมในการบริหาร ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการค่าการตลาด ต้นทุนบริหารและระยะเวลาในการปิดโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสามารนำมาใช้งานได้ตั้งแต่เริ่มแนวคิดการพัฒนาโครงการ ,กลุ่มของผู้ซื้อโครงการ ทั้งนี้บริษัทได้มีความร่วมมือกับ Data Tech Academy ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารข้อมูลในการพัฒนาระบบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการสร้างความได้เปรียบในธุรกิจโบรกเกอร์ คือ เรื่องของความลึกของข้อมูล (Data) เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความได้เปรียบของเราคือ เรายืดหยุ่นและคล่องตัวมากกว่า ทำให้สามารถแทรกเข้าไปตลาดการบริหารการสำหรับลูกค้าโครงการที่มีขนาดกลางและเล็กหรือมีงบประมาณจำกัดได้ ซึ่งกลุ่มอินเตอร์แบรนด์ จะไม่เข้ามาจับกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากนัก เนื่องมาจาก Budget และ Scale ของลูกค้าไม่ได้ใหญ่มากพอ” นายสรังสี กล่าว และว่า ความร่วมมือ กับ Datatech Academyว่าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล เป็น Data-driven Business โดยที่ลูกค้าของเรา ซึ่งเป็นทั้งบริษัทที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และลูกค้าปลีกทั่วไป จะได้ยกระดับการบริการ โดยมีการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) และการทำเหมืองข้อมูลรวมถึงมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ เช่น เทคโนโลยี AI มาช่วยสนับสนุนการบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งการผลักดันด้วยข้อมูลครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ฉีกกฎ จากเดิมแค่การทำการสำรวจและวิจัย แต่เรานำตัวข้อมูลมาเป็นตัวขับเคลื่อน และสร้างการตัดสินใจที่ดีขึ้นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการช่วย ผู้ขายสามารถปรับกลยุทธ์ต่างๆ ในการขายได้อย่างเหมาะสม และรวดเร็ว โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้

นายสรังสีกล่าวว่า สำหรับการขยายเข้าไปรับบริหารโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมมือหนึ่ง ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบันของปีนี้ มีประมาณ 4 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการที่ 1 คือ โครงการ ซันทูมูน เรสซิเดนท์ (Sun to Moon Residence) ตั้งอยู่หลังบิ๊กซี จังหวัดอยุธยา บนเนื้อที่รวม 11 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 7 อาคาร รวมทั้งสิ้น 553 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท โครงการที่ 2 คือ โครงการ โกรว รัตนาธิเบศร์ (Grow Rattatibate) ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT ไทรม้า รูปแบบโครงการคอนโดมิเนียม สูง 34ชั้น บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 364 ยูนิต ซึ่งเป็นคอนโดที่ยังมียูนิตเหลือขายมูลค่าโครงการกว่า 1,400ล้านบาท นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้ทำการรับงานบริหารโครงการขนาดเล็กให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น โครงการบ้านแฝดขนาดเล็กในซอยรามคำแหง 118 ประมาณ 30 ยูนิต และโครงการคอนโดยูนิตเหลือขายติดรถไฟฟ้า BTS ปุณวิถี ประมาณ 30 ยูนิต ซึ่งโครงการเหล่านี้ เป็นโครงการทีมีงบประมาณในการทำตลาดที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเพื่อให้งบประมาณที่ใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนโครงการสุดท้ายที่บริษัทกำลังรอเซ็นสัญญา เป็นโครงการใหม่ที่บริษัทฯได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานแบบครบวงจร (Full-Service) โดยจะมีการใช้เทคโนโลยี ด้านทั้งด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนงานด้านการตลาดและการขาย เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณเกษตร นวมินทร์ มูลค่าโครงการถึง มากว่า 4,000 ล้านบาท เป็นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส (Mixed Use Development) คาดจะเริ่มโครงการได้ปลายปี 2564 ส่วนเป้าหมายปีหน้าบริษัทฯ ตั้งเป้าที่ จะเข้าไปบริหารโครงการเพิ่มให้ได้อีก 10 โครงการ โดยเน้นในพื้นที่รอบนอกเมือง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon