นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์และประมาณการภาวะเศรษฐกิจการเกษตร หรือ จีดีพีเกษตร ไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายน – มิถุนายน) ของปี 2559 พบว่า การเติบโตของภาคเกษตร วัดจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ติดลบ 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันของปี 2559 โดย สาขาพืช ติดลบ 2.5% เนื่องจากภัยแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง มีผลผลิตรวม 1.8 ล้านตัน ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ผลไม้ ทุเรียน เงาะ ลิ้นจี่ ลำไยผลผลิตลดรวม 397,000 ตัน ลดลง 40% ปาล์มน้ำมันผลผลิต 3.2ล้านตัน ลดลง 22% สาขาประมง ติดลบ 0.9% เป็นผลมาจากผลผลิตประมงทะเลลดลง โดยปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลง 12.7% แต่ผลผลิตกุ้งเพาะเลี้ยง เพิ่มขึ้น 13.8 %เนื่องจากมีระบบมาตรฐานการจัดการที่ดีในกระบวนการผลิต ตรวจสอบย้อนกลับ และการจัดการปัญหาโรคกุ้งตายด่วนมีประสิทธิภาพมากขึ้น สาขาบริการทางการเกษตร ติดลบ 1.4% โดยการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวลดลง เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลดลง จากปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้อย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ตามความต้องการของตลาด แม้จะประสบอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งบ้าง แต่การเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นฟาร์มมาตรฐานระบบปิด เกษตรกรและภาคเอกชน มีการจัดการคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี โดยไก่เนื้อเพิ่มขึ้น 4.8 % สุกรเพิ่มขึ้น 6.6 % ไข่ไก่ เพิ่มขึ้น 8.4 % และน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 2.1% และสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.1% เนื่องจากไม้ยางพารา และไม้ยูคาลิปตัส เพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวของไม้ยางพารามีปัจจัยสนับสนุนมาจากการขยายเป้าหมายพื้นที่ตัดโค่นสวนยางพาราเก่าของ กยท. ประกอบกับไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของตลาดจีนอย่างมาก ขณะที่ตลาดเกาหลี จีน ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น มีความต้องการ ไม้ยูคาลิปตัสสูงมาก สำหรับคาการณ์ จีดีพีเกษตรกรทั้งปี ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้โดยต้องดูสถานการณ์ไตรมาส 3 และ4 ที่ผลผลิตข้าวนาปีจะเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเพาะปลูก
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ด้านรายได้เกษตรกรในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 พบว่า เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลิตผลเกษตรสำคัญที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,100 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 6.2% ทุเรียนราคาเพิ่มขึ้น 47.7 % ลำไย เพิ่มขึ้น 43.1 % เงาะ เพิ่มขึ้น 24.5% สับปะรด เพิ่มขึ้น 4.7% และปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้น 42.3 %
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ผลผลิตสินค้าข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่า ผลผลิตข้าวของไทยในรอบ 5 เดือน (มีนาคม – กรกฎาคม) อยู่ที่ 3.29 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 29.40% เช่นเดียวกับผลผลิตข้าวของเวียดนามในรอบ 5 เดือน อยู่ที่ 19.50 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 5.75% ผลผลิตยางพารา ของไทยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 6.67 แสนตัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4.61% ทิศทางเดียวกับผลผลิตยางพารา ของอินโดนีเซียที่ไตรมาส 2 ผลิตได้8.36 แสนตัน ลดลง 0.59% และเวียดนามผลผลิตอยู่ที่2.15 แสนตันคงที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้านปาล์มน้ำมันของไทยในไตรมาสที่ 2อยู่ที่ 3.16 ล้านตัน ลดลง22.12 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากภัยแล้ง ส่วนปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย อยู่ที่ 21.16 ล้านตัน ลดลง26.10%

