หน้าแรก เศรษฐกิจ สตรีตฟู้ดไทย ...

สตรีตฟู้ดไทย ติดโผซีเอ็นเอ็น ดีสุดในโลก

11.08.16 | 12:30 น.

นับเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับคนไทยที่กรุงเทพมหานคร ติดโผอาหารริมทางหรือสตรีตฟู้ดดีที่สุดในโลก โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นจัดไว้อันดับที่ 23

ซีเอ็นเอ็นระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่พลาดอาหารริมถนนในกรุงเทพฯ มีตั้งแต่อาหารเช้าอย่างน้ำเต้าหู้ไปจนถึงข้าวแกงและข้าวมันไก่ในตอนกลางวัน ขณะที่ตลาดโต้รุ่งมีอาหารมากมายให้เลือกตั้งแต่ผัดไทไปจนถึงหมูสะเต๊ะ โดยเยาวราชหรือไชน่าทาวน์เมืองไทยถูกยกให้เป็นหนึ่งในเขตที่ดีที่สุดในการทานอาหารริมทาง

ขณะที่เมืองอื่นๆ ที่ซีเอ็นเอ็นยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีอาหารริมทางที่ดีที่สุด อาทิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ฮ่องกง เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นต้น

จากผลที่ซีเอ็นเอ็นนำเสนอข่าว นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มองว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทย เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกมากยิ่งขึ้น เพราะซีเอ็นเอ็นถือเป็นสำนักข่าวใหญ่ระดับโลก มีประชาชนจากประเทศต่างๆ รับฟังข่าวสารจากสำนักข่าวนี้อยู่แล้ว และช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่อุดมด้วยอาหารการกินตลอด 24 ชั่วโมง และผลจากข่าวดีครั้งนี้ต้องยอมรับว่าสอดคล้องกับนโยบายของ ททท. ที่กำลังจะดำเนินการภายใต้โครงการอาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย ซึ่งได้เปิดตัว 77 เมนูอาหารถิ่นพร้อมเสิร์ฟคนไทยเที่ยวไทย

“อาหารไทยถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมเป็นที่รู้จักในระดับโลกในหลายเมนูอยู่แล้ว และขึ้นชื่อมานานแสนนาน ทั้งผัดไทย ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ล่าสุด เชื่อได้ว่าคงมีอีกหลายเมนูที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ เพราะปกติอาหารริมทางที่แสนอร่อย จะมีเมนูที่หลากหลายไว้รองรับความต้องการ ความชอบของผู้คนที่หลากหลายเช่นกัน ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราดหน้า ข้าวผัด หรือขนมหวานอย่างบัวลอยไข่หวาน” นายยุทธศักดิ์บอก และว่า ททท.ได้ดำเนินโครงการอาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย จะใช้โอกาสนี้ดึงอาหารถิ่นที่โด่งดังในแต่ละจังหวัด แล้วเลือกเมนูเด่นๆ ทำการโปรโมตในแบบตัวแทนภาค เพื่อเพิ่มเมนูอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักแก่บรรดานักท่องเที่ยวในระดับสากลมากยิ่งขึ้น ผ่านการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดร่วมกันระหว่าง ททท.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากเดิมนักท่องเที่ยวจะรู้จักแค่ในเมนู ตรงนี้จะถือเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นให้มีมูลค่าสูงขึ้น

Advertisement

นายยุทธศักดิ์บอกอีกว่า ด้วยเมนูอาหารของไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นบ่งบอกถึงความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ กลิ่น การใช้วัตถุดิบผสมผสาน และกรรมวิธีในการปรุง แต่ยังมีเมนูอาหารที่น่าลิ้มลองอีกมากมาย กระจายอยู่ในแต่ละท้องถิ่น แต่ละจังหวัด โดยที่คนไทยด้วยกันเองก็ยังไม่รู้ หรือเคยได้ลองชิมเมนูอาหารถิ่นแสนอร่อยและเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งแต่ละเมนูเหล่านี้ เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในเชิงวัฒนธรรม สังคม ธรรมชาติ และวิถีการดำรงชีวิต ททท.จึงเล็งเห็นโอกาสว่าหากหน่วยงานภาครัฐเข้าไปช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เมนูอาหารถิ่นเป็นที่รู้จักของคนไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากยิ่งขึ้น มั่นใจว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปชิมเมนูอาหารถิ่นถึงแหล่งเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

“ททท.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำรูปแบบโลคอลสตรีต ฟู้ด จากประเทศญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า ยะไตมูระ ซึ่งเป็นตลาดอาหารถิ่น ที่ประเทศญี่ปุ่นจะนำอาหารถิ่นหลากหลายเมนู มาวางจำหน่ายในพื้นที่ตลาดช่วงสุดสัปดาห์ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปลองลิ้มชิมรส ถือเป็นกลยุทธ์ที่กระจายรายได้สู่พื้นที่ได้อย่างแท้จริง” นายยุทธศักดิ์กล่าว และว่า หากไทยนำรูปแบบนี้มาประยุกต์ใช้ในจังหวัดนำร่องก่อน อย่างกลุ่มจังหวัด 12 เมืองต้องห้ามพลาด ก็น่าจะเป็นไปได้ คาดว่าแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมเรื่องเมนูอาหารลักษณะนี้ น่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2559

ครั้นมาในแง่สุขอนามัยของอาหารริมทางจัดว่าปลอดภัย โดย นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า มาตรฐานอาหารปลอดภัยมีอยู่แล้ว จะแบ่งออกเป็น 1.อาหารริมทาง หรือสตรีต ฟู้ด

ซึ่งเป็นอาหารที่วางจำหน่ายตามริมทางเดินต่างๆ เป็นต้น และ 2.ถนนอาหารปลอดภัย หรือฟู้ดสตรีต กรณีนี้จะเป็นการปิดถนนและจัดเป็นคล้ายๆ ถนนคนเดินเพื่อการจำหน่ายอาหารที่ถูกสุขอนามัยตามเกณฑ์ เป็นต้น ซึ่งในเรื่องอาหารปลอดภัยและถูกสุขอนามัยถือเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งอาหารสตรีตฟู้ด หรือฟู้ดสตรีต มีส่วนในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทย ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด ปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ กรมอนามัยจัดเกณฑ์มาตรฐานที่เรียกว่า Clean food Good taste หรือโครงการอาหารสะอาด รสชาติอร่อย โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 เริ่มแรกพื้นที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สนามบิน สวนสัตว์ งานเทศกาลระดับประเทศ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีร้านอาหาร และสถานีขนส่ง แต่ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว ทั้งกรุงเทพฯ จ.น่าน และ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

นพ.วชิระบอกอีกว่า กรมอนามัยจัดทำเกณฑ์มาตรฐานและส่งมอบให้แก่ท้องถิ่น เทศบาลต่างๆ เพื่อให้ออกใบรับรองแก่ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ โดยเกณฑ์ทางกายภาพของร้านอาหารต้องได้มาตรฐาน 5 ปัจจัย 1.ผู้สัมผัสอาหาร ได้แก่ ผู้เตรียม ผู้ปรุง ผู้เสิร์ฟรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับการให้บริการอาหาร 2.อาหาร ได้แก่ การเลือกซื้อ การปรุง การเก็บ อาหาร น้ำแข็ง น้ำดื่ม และสารปรุงแต่ง อาหารที่ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน

“3.ภาชนะอุปกรณ์ ได้แก่ การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษ การล้าง และการเก็บที่ถูกวิธี 4.สถานที่ ได้แก่ สถานที่ปรุง ประกอบ และจำหน่าย/บริการอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และ 5.สัตว์แมลงนำโรค ได้แก่ การควบคุมป้องกันสัตว์แมลงนำโรคในบริเวณที่เตรียม ปรุงและให้บริการอาหารให้ถูกสุขลักษณะ” นพ.วชิระกล่าว และว่า สำหรับปี 2558 มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ทั้งประเทศมีร้านอาหารทั้งสิ้น 60,620 แห่ง ผ่านเกณฑ์แล้ว 48,928 แห่ง เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านเกณฑ์ 7,995 แห่ง

ขณะที่ นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ที่ปรึกษาสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า มองว่าจะเป็นผลดี สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาเที่ยวเมืองไทย รู้จักเมืองไทยและตัดสินใจมาเที่ยวได้ง่ายขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้ว โอกาสตัดสินใจที่จะมาซ้ำก็ง่ายมากขึ้น เพราะนอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายแล้ว เรื่องอาหารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่คนอยากจะเดินทางไปเที่ยว เพื่อลองชิมเมนูขึ้นชื่อของประเทศนั้นๆ ส่วนที่ไทยถูกโหวตให้ติดอันดับร้านอาหารอร่อยริมทางเดินระดับโลก ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับหรูได้ แต่นี่คือเสน่ห์ที่ผสมผสานความหลากหลายสินค้าทางการท่องเที่ยว ถือเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อมองบริบทของภาครัฐในการขับเคลื่อนผลักดันให้อาหารไทยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมกับการควบคุมของกรมอนามัยให้ถูกสุขอนามัยบวกกับการตีข่าวของซีเอ็นเอ็นถึงรสชาติความอร่อยที่พลาดไม่ได้แล้ว

เชื่อว่าอาหารไทยจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างแน่นอน !!