หน้าแรก เศรษฐกิจ เล็งตั้งทีม &...

เล็งตั้งทีม “ไทยแลนด์พลัส” ช่วยติดปีกนักธุรกิจไทยลงทุนในเวียดนาม คาดมูลค่าการค้า 2 ประเทศปีนี้โต 7% ราว 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

11.08.16 | 16:44 น.

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม กล่าวในงานความร่วมมือธุรกิจไทย-เวียดนาม เพื่อความแข็งแกร่งและความสำเร็จร่วมกัน ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เวียดนามในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้น 7% จากปีที่ผ่านมา และปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในกลุ่มอาเซียน ด้วยมูลค่าการส่งออก 5.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทางตรงของไทยในส่วนที่เพิ่มขึ้นใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ประมาณ 391 ล้านเหรียญสหรัฐ ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ทั้งเครื่องจักร ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก ทำให้ลำดับมูลค่าการลงทุนของไทยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 7 ในช่วงครึ่งปีแรก จากอันดับที่ 11 ในปี 2558 เนื่องจากศักยภาพของเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวถึง 10% และปัจจัยทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมากถึง 70% ของประชากรทั้งหมด ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่เป็นที่จับตามองในสายตานักลงทุนต่างชาติทั้งในเอเชียและยุโรป

“สภาธุรกิจไทย-เวียดนามได้หารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมจัดตั้งทีม “ไทยแลนด์พลัส” ในเดือนกันยายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจระหว่างกัน ทั้งปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการทำธุรกิจ กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยสิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมหลังจากที่มีการจัดตั้งทีมไทยแลนด์พลัสขึ้นคือ การประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำเวียดนาม เพื่อเป็นคนกลางในการเจรจาแก้ปัญหาทางธุรกิจระหว่างรัฐบาลของ 2 ประเทศ รวมถึงการให้ความรู้ทางกฎหมายและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเวียดนามที่ต้องการมาลงทุนในไทย โครงการพี่จูงน้อง ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามเป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะไปลงทุนในเวียดนาม หากประสบความสำเร็จก็จะมีการขยายผลไปยังประเทศอื่นในกลุ่มซีแอลเอ็มวีและอาเซียน”

นายสนั่นกล่าวว่า บริษัทไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาทิ การเข้าไปลงทุนกิจการเมโทร โดยกลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ในเครือไทยเบฟเวอเรจ มีมูลค่าประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ การลทุนในกิจการบิ๊กซี ของกลุ่มเซ็นทรัล มีมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนในหุ้นเมซานกรุ๊ปราว 25% ของสิงห์ เอเซียโฮลดิ้ง เครือบริษัท บุญรอดบริเวอรี่ มีมูลค่าประมาณ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจในเวียดนาม จะทำการค้าแบบออนไลน์มากขึ้นเพราะเป็นช่องทางที่น่าสนใจ และมีแผนที่จะเข้าไปร่วมทุนกับคู่ค้าในธุรกิจโรงแรม เพราะปัจจุบันนี้รับบริหารโรงแรมให้กับรร.แซนดี้บีช ที่ดานังมาแล้วประมาณ 3-4 ปี จึงมีความสนใจที่เข้าไปขยายธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง และมีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อบิ๊กซี เวียดนาม ให้เป็นชิื่ออื่น แต่ยังติดสัญญาอยู่กับกลุ่มคาสิโน ฝรั่งเศส เพื่อสร้างธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลให้ขยายตัวและมีเติบโตเหมือนกับไทย เนื่องจากมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ที่ 10% อย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายใน 10 ปี เศรษฐกิจเวียดนามมีโอกาสจะเทียบเท่ากับไทย จึงเดินหน้าลงทุนและขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างเต็มที่

“กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับเวียดนามอย่างมาก มีแผนจะลงทุนขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกตามแผน อาทิ การขยายลานซี มาร์ท ขยาย 5 สาขาต่อปี จากปัจจุบันมีแล้ว 14 สาขา อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจค้าปลีกในเวียดนามยังมีอุปสรรคอยู่บ้างในส่วนของกฎหมายค้าปลีก อาทิ กฎหมายค้าปลีกในเรื่องการเปิดสาขาจะต้องให้ผ่านกฎที่เรียกว่า Economic Need Test (อีเอ็นที) เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่นี้สามารถเปิดร้านค้าปลีกได้หรือไม่ หรือมีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่กลุ่มเซ็นทรัลต้องทำความเข้าใจ และได้เข้าไปคุยกับภาครัฐเพื่อทำความเข้าใจแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็อยากให้กฎหมายค้าปลีกในเวียดนามมีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้”

Advertisement