หน้าแรก เศรษฐกิจ สำรวจความเชื่...

สำรวจความเชื่อมั่น พ.ย.’คนละครึ่ง’ เอื้อดัชนีดีสุดรอบ 9 เดือน ห่วงม็อบ-ส่งออก กดดันจีดีพีโต

3.12.20 | 16:02 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้นทุกรายการ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,241 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ 52.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมอยู่ที่ 50.9 กลับมาระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 36.3 จาก 35.1 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 60.1 จาก 58.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 45.6 จาก 43.9

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยบวกส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และมาตรการช้อปดีมีคืน รวมถึงราคาพืชการเกษตรสูงขึ้น ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลทางจิตวิทยาจากการปรับประมาณการตัวเลขจีดีพี ปี 2563 ติดลบลดลงเหลือ 7.3% และปี 2564 เป็นบวก 4% และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ขณะที่ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุม ทำให้ดัชนีต่อสถานการณ์การเมืองอยู่ระดับต่ำสุดรอบ 171 เดือน หรือ 14 ปี 3 เดือน ความวิตกต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 ราคาน้ำมันสูงขึ้น การส่งออกเดือนตุลาคมลบมากขึ้น และเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า การเพิ่มเติมโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ทั้งเพิ่มจำนวนให้สิทธิอีก 5 ล้านคน คนละ 3,500 บาท และเพิ่มให้อีกคนละ 500 บาท และขยายเวลาการใช้สิทธิได้ถึงเดือนมีนาคม 2564 สำหรับเฟสแรก 10 ล้านคน หากใช้เต็มวงเงิน 2 ส่วนนี้จะมีเงินภาครัฐและประชาชนสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันคาดเงินสะพัดจากการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวตามมติศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) อีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท รวมเบื้องต้นจะมีเงินเข้าระบบประมาณ 1 แสนล้านบาท หากเงินมีการหมุนเวียน 2-3 รอบ จะสร้างเงินในระบบเศรษฐกิจ 2-3 แสนล้านบาท ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2564 ขยายตัว 3-4%

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า แต่หากหักปัจจัยลบเรื่องขาดแคลนคอนเทนเนอร์ส่งออกสินค้าไทยและค่าระวางเรือสูงขึ้นแล้ว 2-3 เท่า กระทบต่อส่งออกสินค้าไทยลดลง เอกชนประเมินไว้ 3-4 เดือนกว่าจะคลี่คลาย ก็ทำให้ไทยสูญรายได้จากส่งออกเดือนละ 3 หมื่นกว่าล้านบาท รวม 3-4 เดือนก็ประมาณ 1 แสนล้านบาท อีกทั้งยังมีปัญหาภัยแล้ง อาจกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรม พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังมีจำนวนลดลง และการที่ภาคท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมา ก็ทำให้ไตรมาสแรกปี 2564 อาจติดลบ 4% ถึงทรงตรง 0% เมื่อเทียบไตรมาสแรกปี 2563 และโอกาสเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวก 1-3% ในไตรมาส 2 อยู่ที่ความหวังฉีดวัคซีนทั่วโลกเริ่มมากขึ้นปลายไตรมาส 1/2564 ประเทศไทยจะเริ่มเปิดการท่องเที่ยวแบบทราเวิลบับเบิลอย่างเร็วที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวน 4-8 ล้านคน เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 ปัญหาการส่งออกลดลง

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมือง สามารถแก้ได้ ผ่านระบบรัฐสภา การเมืองนอกสภาและการชุมนุมไม่มีความวุ่นวายรุนแรง จนกระทบต่อความเชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ไตรมาส 2 และขยายตัวมาก 5-7% ในครึ่งปีหลังก็จะทำให้เศรษฐกิจทั้งปี 2564 บวกได้ 3.5-4.5%

Advertisement