หน้าแรก เศรษฐกิจ เฟทโก้ ชี้ตลา...

เฟทโก้ ชี้ตลาดหุ้นกังวลโควิด-19 ฉุดเชื่อมั่นนักลงทุน ฟันธงปี64 แตะ 1,580 จุด

3.12.20 | 18:03 น.

เฟทโก้ ชี้ตลาดหุ้นกังวลโควิด-19 ฉุดเชื่อมั่นนักลงทุน ฟันธงปี64 แตะ 1,580 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2564 มีทิศทางสามารถกลับมาฟื้นตัวได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,580 จุด หากปัจจัยการเมืองไม่มีความรุนแรง จนถึงขั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ก็คงไม่ได้มีผลมากนัก เพราะตลาดให้ความสนใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า ส่วนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 มองว่าดัชนียังสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณปัจจุบันได้ เพราะที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้วกว่า 40% จากจุดต่ำสุดในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

“แรงกัวลการระบาดโควิด-19 ระลอก 2 จะเกิดขึ้นในประเทศไทย หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย อ้างอิงจากต่างชาติ อาทิ สหรัฐ พบว่าไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เพราะยังเห็นว่าแม้จะมีการระบาดรอบ 2 เกิดขึ้น แต่หุ้นสหรัฐยังพุ่งขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เพราะตลาดให้น้ำหนักกับข่าวดีในเรื่องของวัคซีนต้านไวรัส ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกครั้งที่มีข่าวออกมา ส่วนตลาดหุ้นไทยมองว่าเป็นปัจจัยกระทบชั่วคราว แต่ไม่น่าจะทำให้ดัชนีปรับลดลงลึกมากได้แล้ว ประเมินจากช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ยังเห็นหุ้นบวกได้ หรือลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่าอีก 3 เดือนข้าง ดัชนีอยู่ที่ระดับ 161.41 ปรับเพิ่มขึ้น 161% อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงครั้งแรกในรอบ 2 ปี จากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย บวกสุทธิเป็นเดือนแรกของปีที่ 32,643.75 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ยังคาดหวังว่าจะมีการไหลเข้าต่อเนื่อง อีกทั้งยังรับปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงผลสำเร็จของวัคซีนต้านโควิด-19

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังกระทบตลาดบ้างเล็กน้อยเพราะการชุมนุมไม่ยืดเยื้อและนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เข้ามาท่องเที่ยว จึงเชื่อว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงที่นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้ว อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด คือ กลุ่มพลังงาน ธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต