เกษตรฯ โชว์ผลงาน ‘หมูไทยปลอดโรค ASF’ ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นลบ. ในวิกฤตโควิด

เกษตรฯ โชว์ผลงาน ‘หมูไทยปลอดโรค ASF’ ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นลบ. ในวิกฤตโควิด

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ปิดเผยว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) ซื่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรหลายประเทศ แต่ไทยยังคงสถานะ ปลอดโรค ASF มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดโรค ปลอดสารตกค้าง ปลอดภัย เพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เกิดการระบาดของโรค ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ราคาสุกรมีชีวิตสูงขึ้น

“โดยล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรมีชีวิตไปต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะในปี พ.ศ. 2563 ส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา” น.สพ.สรวิศ กล่าว

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆ ในสุกร เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสุกรเป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสุกรของกรมปศุสัตว์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก

สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อธิบดีกรมปศุตว์ กล่าวว่า อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด)

“ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน” น.สพ.สรวิศ กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ภายใต้ความมุ่งมั่นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็นสินค้าเรือธง ในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็นปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง” นายเฉลิมชัย กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สธ.ยัน 5พยาบาลติดโควิด-19 จากผู้ป่วยในASQ ไม่มีระบาดต่อ
บทความถัดไปอึ้ง!ยอดเด็กเร่ร่อนพุ่งกว่าแสน ศธ.เร่ง ‘พัฒนาครู-ความมั่นคง’