เอกชนชี้ ปี 64 มีสารพัดปัจจัยเสี่ยงเตรียมรุมเศรษฐกิจไทยอีกเพียบ

เอกชนชี้ ปี 64 มีสารพัดปัจจัยเสี่ยงเตรียมรุมเศรษฐกิจไทยอีกเพียบ

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในปี 2564 รัฐบาลยังต้องเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ที่จะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่คาดหวังไว้ว่าจะโตเป็นบวกได้ ซึ่งประเด็นที่รัฐต้องนำมาวิเคราะห์ คือ 1. การมีวัคซีนต้านไวรัสที่มีความเสถียรและมีจำนวนเพียงพอแท้จริง หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะมีปริมาณวัคซีนที่เพียงพอ แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องการขนส่ง การกระจายวัคซีนไปทั่วโลก และการเก็บรักษาให้คงสรรพคุณทางการแพทย์ 2.ก่อนโควิดระบาดหนัก เริ่มเห็นเพดานสูงสุดในหลายเรื่อง อาทิ ธุรกิจเอสเอ็มอีเริ่มเกิดปัญหารายได้ต่ำลงและขาดสภาพคล่องการเงิน การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ต่ำ เมื่อเกิดโควิดยิ่งเป็นการซ้ำเติมเอสเอ็มอีและเพิ่มจำนวนกลุ่มหนี้เสียสูงขึ้น 3.การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวปีหน้าเชื่อว่าจะไม่ได้ฟื้นแบบรวดเร็ว เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ต้องเพิ่มระมัดระวังการเดินทาง ซึ่งการกระตุ้นคนไทยเที่ยวไทยก็ไม่อาจชดเชยรายได้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เท่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าวว่า 4. ธนาคารกลางของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ พิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดระบบเศรษฐกิจภายในประเทศและหันมาลงทุนนอกประเทศเพื่อค้ากำไร โดยเอเชียรวมถึงไทยถือเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เงินไหลเข้าประเทศ โดยไทยมีทุนสำรองสูงขึ้นจาก 2.25 แสนล้านบาท เป็นกว่า 2.5 แสนล้านบาท จึงมีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยขณะนี้แข็งค่าถึง 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มยังแข็งค่าต่อ ในปีหน้าคาดว่าอาจเห็นบาทแข็งค่าเฉลี่ย 28-29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงวิตกว่าหากนักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนในตลาดเงินตลาดหุ้น ระบบเศรษฐกิจจะเสียหายหนัก 5. ภาคลงทุนจะสอดคล้องกับค่าเงิน หากเงินบาทไทยยังแข็งค่าสูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนด้วยกัน ไม่แค่ส่งออกได้ยากขึ้น แต่การลงทุนใหม่จากต่างชาติก็จะลดลงเพราะหันมาตั้งโรงงานผลิตในไทย ตอนนี้จะเจอปัญหาหลายด้าน ทั้งค่าเงินแข็งจะจ่ายเงินลงทุนสูง แต่ขายสินค้าหรือส่งออกได้เม็ดเงินน้อย และปัญหาต้นทุนแรงงานสูงรวมถึงขาดแคลนแรงงานจะมากขึ้นจากนี้ การเลือกไทยเป็นแหล่งลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย

“หลายประเด็นที่รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตกว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรจากนี้ โควิด-19เป็นเรื่องใหม่และเกิดหลายโมเดลที่ต้องควบคุมและสร้างสมดุลให้ได้ ทั้งการแพร่ระบาดจะนานแค่ไหน กลับมาระบาดอีกไหม นานแค่ไหน มาตรการรัฐที่ออกมาหมดลงกำลังเงินกำลังซื้อประชาชนจะเป็นอย่างไร จะชะลอจนกว่ารัฐออกมาตการอีกไหม อย่างโครงการคนละครึ่งและการแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการเป็นมาตรการที่สร้างการตื่นตัวและใช้จ่ายได้คล่องขึ้น ไม่อยากให้มองแค่ระยะสั้น อย่างตลาดหุ้นสหรัฐดีขึ้น เมื่อดูไส้หุ้นสหรัฐ ก็จะพบว่าหวือหวามีธุรกิจเพียง 20% ที่เติบโตได้ เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น อเมซอน โตถึง 40% จากการสั่งซื้อสินค้าและจัดส่งถึงที่ หรือ บริษัทสายการบินโบอิ้ง เติบโตจากผลิตเครื่องบินรบ ผลิตอุปกรณ์ยานอวกาศ ไม่ใช่รายได้จากการให้บริการสายการบินก็ใช่ว่าโบอิ้งโตแล้วสายการบินปีหน้าจะดีขึ้น” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าว

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยังไม่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายแท้จริงภายใน 6-9 เดือนข้างหน้านี้ ก็อย่าประมาท ขณะเดียวกันก็อย่าตระหนก แต่ต้องตระหนัก หากเรายังไม่อาจฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวให้ถึงเฉลี่ย 3.5 ล้านคนต่อเดือน ยอดเอ็นพีแอลยังสูงและการ์ดการใช้เงินของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ควรตกเร็ว จึงเห็นว่ามาตรการใช้เงินของรัฐเพื่อลดภาระและเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนยังจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มดูแลผู้ประกอบการให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพะเอสเอ็มอีที่ยังประสบปัญหาสูงมาก พร้อมกันนี้ รัฐบาลต้องเตรียมแผนกู้เงินเพิ่มเติมหากสถานการณ์การระบาดและเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่ เพราะหากมีปัญหาก็ได้กู้ได้ทันที และในแผนอาจกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทก็ทำได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าภาคท่องเที่ยวและภาคลงทุนกว่าจะฟื้นตัว คงต้องใช้เวลาเกินปีหลังจากสถานการณ์โควิดยุติได้จริง

“การแข่งขันดึงการลงทุนเข้าไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหลังโควิดทุกประเทศก็จะทำคู่กัน 2 ด้าน คือ พึ่งพาตนเองและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ กับ การจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ไม่แค่พร้อมเรื่องโครงการพื้นฐาน และมีแรงงานคุณภาพราคาไม่แพงเท่านั้น แต่ต้องปรับระเบียบหรือกฎหมายที่เปิดทางให้การลงทุนด้วย และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เราต้องใช้แรงดันสูง ประเด็นหนึ่งที่จะให้ไทยแข่งขันได้ หนึ่งในนั้นคือต้องทบทวนธุรกิจบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยทบทวนบัญชีหนึ่ง ที่เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ มาใส่ไว้บัญชีสองหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณีหัตถกรรมพื้นบ้านหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนต่างด้าว ซึ่งต่างชาติจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เอกชนท่องเที่ยวมองทิศทางปี 64 ไม่หวังเติบโต แค่พยุงตัวให้รอดได้ถึงสิ้นปีก็เก่งแล้ว
บทความถัดไปยุโรปเชื่อมท้องถิ่นไทย มิติใหม่แห่งความร่วมมือ(1)