เฉลียงไอเดีย : ปรัตถกร พูนพันธุ์ พาซูมดารา สตาร์ตอัพสื่อ-อีเวนต์ฝ่าพายุธุรกิจสื่อ

เฉลียงไอเดีย : ปรัตถกร พูนพันธุ์ สตาร์ตอัพสื่อ-อีเวนต์ฝ่าพายุธุรกิจสื่อ

เฉลียงไอเดีย : ปรัตถกร พูนพันธุ์ พาซูมดารา สตาร์ตอัพสื่อ-อีเวนต์ฝ่าพายุธุรกิจสื่อ

“ทําให้ดีที่สุดในงานของเรา แล้วทุกอย่างจะออกมาดีเอง” แนวคิดการใช้ชีวิตและการบริหารงานหลักของ ปรัตถกร พูนพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้อำนวยการผลิต บริษัท ซูมดารา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสื่อทุกชนิดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมพิเศษ (อีเวนต์) ภายใต้ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ใช้เวลาเพียง 3 เดือน บริษัทเติบโตขึ้นกว่า 3-4 เท่า หลังบ่มเพาะประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงมาเกือบ 10 ปี มีคอนเน็กชั่นพอตัว จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทที่ผ่านการคิดและวางแผนมาอย่างดี

การจดทะเบียนและก้าวเข้ามาในธุรกิจผู้ผลิตสื่อและจัดอีเวนต์ในช่วงอุตสาหกรรมไม่เฟื่องฟูเหมือนอดีต ถือเป็นการสวนกระแสอย่างแรง แต่ยังมีช่องทางให้ทำธุรกิจได้ในยุคปัจจุบันที่สื่อออนไลน์เป็นคลื่นลูกใหม่กำลังมาแรง ถ้ามีของ แต่ถ้าไร้ของ ก็มีปิดตัวลงมากเช่นกันเพราะผู้บริโภคเลือกเสพได้ เลยเกิดประเด็นเรื่องสื่อกระแสหลัก กระแสรอง ทำให้มองยากว่าสื่อใดเป็นองค์กรสื่อแท้จริง ทำให้วิกฤตสื่อขาลงในขณะนี้ เป็นตัวเลือกสื่อน้ำดีที่จะสามารถอยู่รอดได้

เมื่อเห็นช่องทางการเติบโต จึงก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ โดยบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง แยกจากกันชัดเจน เพื่อลดความซับซ้อนในการทำงาน คือ ฝั่งผลิตสื่อ และ ฝั่งงานอีเวนต์ ที่ล่าสุดได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ส่งท้ายปี ในเวทีประกาศรางวัล Zoomdara Award & Showcase 2020 ที่การันตีความยิ่งใหญ่ไปแล้ว เพราะนอกจากจะได้ศิลปิน-ดารา แถวหน้าของเมืองไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งแล้ว เวทีนี้ใช้งบประมาณกว่า 7 หลัก ในการเปิดพื้นที่ให้ได้เจอกันทั้งฝั่งศิลปินดาราเอง และฝั่งแฟนคลับด้วย โดยเวทีนี้ถือเป็นการลองฝีมืออย่างแท้จริง เพราะทุกกระบวนการในการจัดงาน ใช้ทีมงานของบริษัททั้งหมด และถือว่าผ่านมาได้ด้วยดี

กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเป็นผู้หญิงกว่า 98% ส่วนฝั่งลูกค้ามีทั้งสตาร์ตอัพ และบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำธุรกิจร่วมกัน โดยสาเหตุที่มีผู้หญิงเป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้เป็นความตั้งใจไว้แต่แรก ถือเป็นการถูกชี้นำผ่านกลุ่มคนเสพสื่อมากกว่า

พอนำเสนอคอนเทนต์คู่วาย จนขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ก็กลายเป็นที่รู้จักในวงการสาววายไปโดยปริยาย

ปรัตถกรบอกว่า การจัดตั้งบริษัท มาจากหุ้นส่วนเพื่อน 3 คนรวมตัวกัน แต่ละคนมีความถนัดและประสบการณ์ต่างกัน อย่างตัวเองถนัดด้านการผลิตสื่อ แต่อีเวนต์ถือว่าใหม่มาก แต่โชคดีมีหุ้นส่วนที่เชี่ยวชาญสายงานนี้ ทำให้การทำงานประสานกันได้ดี แบบลงตัว

แต่ปัญหาในการทำงานก็มีแทบทุกส่วนงาน ตั้งแต่การประสานงาน การหารือร่วมกัน การจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการจัดงาน วิธีรับมือและก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้น ใช้แค่อย่างเดียวคือ การนำความจริงที่เกิดขึ้นมาคุยกัน ทั้งในส่วนของทีมบริหาร และฝั่งของลูกค้า เมื่อหารือกันจนได้แนวทางในจุดกึ่งกลางแล้ว ก็นำไปปฏิบัติต่อ ทำให้ก้าวผ่านปัญหามาได้อย่างไม่เหนื่อยมากนัก

“การทำธุรกิจกับเพื่อน ส่วนใหญ่จะกลัวการมีปัญหา จึงไม่พูดความจริง พยายามไม่พูดตรงๆ เพื่อรักษาน้ำใจกัน ทั้งที่ความจริงแล้วการทำงานไม่สามารถเลี่ยงการปะทะได้ ทำให้เชื่อว่าการนำความจริงมาคุยกันตรงๆ ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด คุยจนทะเลาะกันก็ทะเลาะแต่ให้จบแค่ในงาน พอจบแล้วก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป แบบนี้ถึงจะเป็นการทำงานร่วมกันได้ตลอดรอดฝั่ง” ปรัตถกรกล่าว และว่า แนวคิดการบริหารคนไม่ได้ยึดหลักจากใครทั้งนั้น แต่ยึดหลักของตนเอง คือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยากเจอคนแบบใด แล้วไม่ต้องการเจอคนแบบใด ก็จะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่น รวมถึงไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ของใคร เพราะแต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง การทำงานก็จะอยู่กันแบบครอบครัว เพื่อน พี่น้อง ให้ความสนิทสนม แต่เคารพซึ่งกันและกัน

ในช่วงเวลาที่เหนื่อยมากๆ จะให้กำลังใจผ่านการกอดกัน ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ต้น ทำให้การกอดกัน การพูดคุยกันทำได้ง่าย และถ้าในช่วงที่เหนื่อยมากๆ อยู่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแล้วอึดอัด ก็จะชวนกันออกไปข้างนอก พนักงานในบริษัทมีประมาณ 10 คน ก็จะชวนกันไปเที่ยวก่อน หาอะไรอร่อยๆ กิน เพื่อให้ผ่อนคลายตัวเอง ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งพอร่างกายปรับตัวเอง ลดความเครียดลงแล้ว จะทำให้การกลับมาทำงานมีความสร้างสรรค์ และงานจะเดินได้เร็วขึ้น

“เคยมีช่วงที่เจอปัญหาในการจัดงานหลายเรื่องเข้ามามากๆ มองทีมงานแล้วก็รู้ว่าเหนื่อย ก็ชวนทุกคนออกไปกินหมูกระทะ และขอให้วางเรื่องงานลงก่อน จะไม่คุยเรื่องงาน ที่ผ่านมาหากถามว่ามีช่วงใดที่เหนื่อยมากๆ ก็ต้องบอกว่าเหนื่อยในทุกเรื่อง แทบทุกวัน เพราะเป็นเรื่องของการบริหาร มีแค่จะเหนื่อยมากหรือเหนื่อยน้อยเท่านั้น และวิธีแก้เครียดก็จะหาอะไรมาทำกินกับทีมในออฟฟิศ ซึ่งวิธีเหล่านี้ก็ทำให้ทุกคนรวมทั้งตัวเองมีความสุขในการทำงานมากขึ้น”

พอได้จับธุรกิจเป็นของตนเอง ก็ต้องมีการมองภาพการเติบโตไว้ ปรัตถกรมองการเติบโตของบริษัทคือการพัฒนาให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน คนในองค์กรอยู่ด้วยกันแบบไม่เหนื่อยมาก เพราะความเป็นธุรกิจสื่อ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะไปในทิศทางใดได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าเอาที่มองเห็นในขณะนี้ ยังมั่นใจว่าสื่อออนไลน์จะสามารถไปต่อได้อีกไกล โดยเฉพาะสายผลิตที่ครบวงจร จะได้เปรียบในการก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง

วิณัฐฏาภรณ์ ศิริโสม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นพ.เอกภพ ชี้โควิดระบาด ก.มหาดไทย-ฝ่ายความมั่นคง มีส่วนบกพร่อง ปมแรงงานลอบเข้า ปท.
บทความถัดไปปส. แถลงผลกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ยึดของกลางไอซ์-โคเคน-กัญชา จำนวนมาก