นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ในไตรมาส 2/2559 ขยายตัว3.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส1/2559 ที่ขยายตัว3.2% รวมครึ่งปีแรก 2559 ขยายตัว3.4% เนื่องจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 3.8% เพิ่มขึ้นไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.3% สาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายบริโภคสินค้าคงทนโดยเฉพาะยอดรถยนต์นั่งที่ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ13ไตรมาสและขยายตัว4.8% เทียบกับไตรมาสแรกติดลบ26.6% จากปัจจัยเปิดตัวรุ่นใหม่และแข่งขันทำโปรโมชั่น ส่วนการใช้จ่ายหมวดสินค้าอื่นโดยเฉพาะสินค้าไม่คงทนยังขยายตัวต่อเนื่อง เช่น การใช้กระแสไฟฟ้าในภาคครัวเรือน ขยายตัว 10.3% ดัชนีภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัว 11.9% ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ขยายตัว 10.4% และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซล ขยายตัว 3.9 % สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือนภาคเกษตร การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยบวกจากด้านการผลิต โดยเฉพาะสาขาอุตสาหกรรม กลับมาขยายตัวเป็นบวก2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกติดลบ 0.2% ตามการเพิ่มขึ้นของการผลิตยานยนต์เพิ่มขึ้น12.1% เครื่องจักรและอุปกรณ์โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ เพิ่มขึ้น 18.5% หมวดผลิตภัณฑ์เคมี โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เพิ่มขึ้น 3.3% สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่ม 1.5% เทียบไตรมาสแรกติดลบ 0.9 % ส่วนสาขาเกษตรติดลบ 0.1% แต่ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกติดลบ 1.4 % สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ลดลง 1.2% โดยผลผลิตข้าวเปลือกลดลง 22.5 % ยางพารา ลดลง 4.6% ปาล์มน้ำมัน ลดลง 15.7% และผลไม้ ลดลง 01.% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงแต่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ติดลบ 5.4% และปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ10ปี โดยเฉพาะราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 42.3% ผลไม้ เพิ่มขึ้น 30.1 % ปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น 3.5% ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.7% เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ10ไตรมาส
นายปรเมธี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2559 คาดขยายตัว 3 – 3.5 % เป็นการคงประมาณเดิมจากที่ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.3 – 3.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีทิศทางขยายตัวเพิ่มขึ้น จากปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐต่อเนื่องจากปี 2558 โดยครึ่งปีหลังคาดมีเม็ดเงินภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีก1,645,476.4 ล้านบาท 2.แรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเพิ่มเติมช่วงเดือนกันยายน2558 – เมษายน 2559 คาดจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอีก 100,488 ล้านบาท 3.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง คาดทั้งปี33.5 ล้านคน
4.ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มทรงตัวระดับต่ำ 35 – 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจและเอื้ออำนวยดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อกำลังซื้อแท้จริงของภาคเอกชน และ 5.การปรับตัวดีขึ้นของรายได้ครัวเรือน ภาคการเกษตร หลังสถานการณ์ภัยแล้งผ่อนคลายลงและราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้น แต่คาดว่ามูลค่าส่งออกจะติดลบ 1.9 % การลงทุนขยายตัว 3.3 % จากภาคเอกชนขยายตัว 1.5% และภาครัฐ 10 % การบริโภคของครัวเรือนขยายตัว 2.7 % การบริโภคภาครัฐขยายตัว 3.9% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูง 0.1 – 0.6% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 9.8% ต่อจีดีพี
นายปรเมธี กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2559 ควรให้ความสำคัญกับ 1.เบิกจ่ายและการขับเคลื่อนโครงการของภาครัฐให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด 2.ดำเนินการตามมาตรการภายใต้กรอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อนุมัติไปแล้วให้สัมฤทธิ์ผล 3.ฟื้นฟูเกษตรกรและการเตรียมเกษตรกรให้มีความพร้อมสำหรับปีการเพาะปลูก 2559/2560 4.สนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนโดยการผลักดันและส่งเสริมให้ใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วอย่างเต็มศักยภาพ 5.ดูแลและขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยสนับสนุนผู้ประกอบการในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาท ส่งเสริมการค้าชายแดนเชื่อมโยงประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี และ 6.การสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน
“ประเด็นการก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภาคใต้ สศช.เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระยะสั้น ไม่รุนแรงมากเท่ากับเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ จึงไม่น่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวมากนัก สศช.ยังเชื่อว่านักท่องเที่ยวทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคนตามเป้าหมาย เช่นเดียวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เชื่อว่าจะไม่มากและยืดเยื้อ จนเป็นปัจจัยเสี่ยงกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ”นายปรเมธี กล่าว

