หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สมาคมนักวิเค...

‘สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน’ มองการเมืองเป็นตัวแปรกระทบหุ้นไทย ไม่แพ้การฟื้นตัวเศรษฐกิจ

6.01.21 | 17:24 น.
{"source_sid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1596709365541","subsource":"done_button","uid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1596709365517","source":"other","origin":"gallery"}

‘สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน’ มองการเมืองเป็นตัวแปรกระทบหุ้นไทย ไม่แพ้การฟื้นตัวเศรษฐกิจ

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2564 พบว่า มองเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปีนี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,559 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับดัชนี ณ วันสิ้นปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 1,449 จุด และมีจุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทยระหว่างปี มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่ 1,338 จุด ส่วนจุดสูงสุดคาดว่าจะเฉลี่ยที่ระดับ 1,631 จุด พร้อมทั้งคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ของตลาดเฉลี่ยที่ 77.46 บาท บนสมมติฐาน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มองว่าเป็นบวก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.74% ส่วนสมมติฐานราคาน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสอบถามที่ 49.70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทย ได้แก่ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของประเทศสำคัญทั่วโลก เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบ ได้แก่ แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 ปัจจัยทางด้านการเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเป็นที่น่าสังเกตุว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศนั้น ผู้โหวตมีความเห็นต่างพอสมควร โดยมีผู้โหวต 52.17% ที่มองว่าเป็นปัจจัยลบ แต่มีผู้ตอบ 39.13% ที่มองแย้งว่าจะเป็นผลบวก

“ปัจจัยทางการเมืองมีผลในหลายแง่มุม อาทิ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของรัฐบาล ที่หากจะผลักดันนโยบายอะไรออกมา ก็จะล่าช้าและไม่สะดวกมากนัก โดยหากรัฐบาลไม่มีความมั่นคงเพียงพอถึง 100% หรือมีความมั่นคงเพียง 70% การดำเนินงานแต่ละชิ้นก็จะถูกมองว่า การผลักออกมามีความลำบาก รวมถึงความเสี่ยงนอกสภา ที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ คาดคะเนบทสรุปหรือทิศทางระหว่างทางได้ไม่ถูก ซึ่งทุกครั้งที่คาดไม่ถูก จะมีภาวะความเสี่ยงเพิ่งขึ้น ทำให้ต้องเติมการเพิ่มปัจจัยกระทบกับมูลค่าหุ้นทันที ทำให้การเมืองถูกมองว่าเป็นตัวแปรระดับต้นๆ ที่ต้องจับตามอง” นายสมบัติ กล่าว

นายสมบัติ กล่าวว่า ทิศทางการการลงทุนในปี 2564 คาดว่าจะง่ายกว่าปี 2563 เนื่องจากปีที่ผ่านมา หุ้นผันผวนกว่า 600 จุด ซึ่งปีนี้นักวิเคราะห์มองว่าจะฟื้นตัวได้ ไม่ผันผวนถึง 600 จุด แต่ก็ยังน่าจะผันผวนกว่า 300 จุดอยู่ โดยขณะนี้เริ่มมองเห็นปัจจัยบวกแล้ว อโดยเฉพาะการมาของวัคซีนต้านโควิด-19 ที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจากนี้มองว่าจะไม่ปรับขึ้นไปได้ไม่มากนัก เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ซึ่งปรับตัวขึ้นก่อนที่จะมีวัคซีนโควิด-19 หรือว่าก่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวเป็นบวกได้อย่างแท้จริงคือช่วงไตรมาส 2/64 เป็นต้นไป โดยในปีนี้ด้วยการฟื้นตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทโดยเฉลี่ย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะมีการปรับตัวลดลงอีกประมาณ 0.25% น่าจะช่วยพยุงได้ รวมไปถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์.) ที่เริ่มเห็นไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทย ที่เคยออกจากประเทศไทยไปจำนวนมากโดยจะเห็นว่าไหลกลับเข้ามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 และมองว่าในปีนี้จะมีเงินไหลกลับมา

นายสมบัติ กล่าวว่า ในส่วนของหุ้นที่นักวิเคราห์แนะนำตรงกัน 4 สำนักขึ้นไป ได้ 1.ADVANC 2.BDMS 3.CPALL 4.KBANK และ 5.PTTGC ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรมและสายการบิน นอกจากนั้นยังให้หลีกเลี่ยงหุ้นบางรายที่วิ่งขึ้นมากว่า 1,000% เนื่องจากราคาเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก