8 องค์ภาคธุรกิจชลบุรี ยื่นผู้ว่าฯสั่งปิดกิจการ หวังรัฐเยียวยา ด้าน ‘ส.ภัตตาคาร’ ชี้ร้านอาหารจ่อปิดตัวเพิ่ม แนะตั้งกองทุนช่วยทดแทนซอฟต์โลน
การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019หรือโควิด19ยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่โรงแรมแบล็ควูดส์ พัทยา จ.ชลบุรี 8 องค์กรภาคธุรกิจเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และภาคตะวันออก ประกอบด้วย นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชลบุรี นายเอกสิทธิ์ งามพิเชษฐ์ นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา นายพิสูจน์ แซ่คู นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก น.ส.ฐิติภัสร์ ศิรณัฐศรีกุล นายกสมาคมแหล่งท่องเที่ยวชลบุรี นายชัยรัตน์ รัตนโนภาส นายกสมาคมสปาและเวลเนสภาคตะวันออก นายนาวิน ค้าขาย ประธานชมรมร้านอาหารเมืองพัทยา นายสมโชค แก้วทวี ประธานชมรมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่มมืออาชีพ และ น.ส.ชัญญานุช ร่มโพธิ์ ประธานชมรมผู้บริหารงานต้อนรับหน้าเมืองพัทยา ร่วมแถลงข่าวลงนามหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เรื่อง ขอให้มีการพิจารณาสั่งปิดกิจการเป็นการชั่วคราว และช่วยเหลือผู้ประกอบการ
นายธเนศกล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 นอกจากรายได้หลักของประเทศจะหายไปแล้ว ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่างๆ กลุ่มลูกจ้างที่เคยจ้างงานก็ได้รับผลกระทบเป็นห่วงโซ่ ไม่มีรายได้ประกอบธุรกิจ ถึงแม้จะเคยยื่นเรื่องไปแล้วในเบื้องต้นกับทางจังหวัดชลบุรี แต่ยังไม่มีแนวทางความชัดเจน ความเดือดร้อนเริ่มบานปลาย กลุ่มองค์กรธุรกิจจึงมีความเห็นร่วมกันในลงนามทำหนังสือ เพื่อแสดงออกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้รัฐบาลได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือเยียวยาในส่วนนี้ที่มีรูปธรรมมากขึ้น
นายเอกสิทธิ์กล่าวว่า แม้ยังไม่มีคำสั่งให้ปิดกิจการชั่วคราวก็เหมือนถูกปิดกิจการ เพราะไม่มีลูกค้า แต่ผู้ประกอบการยังคงแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งเรื่องการใช้บริการระบบสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งค่าใช้จ่ายของพนักงานที่ยังเหลือหลังจากได้มีการปลดออกไปส่วนหนึ่ง ผู้ประกอบการเหมือนไม่ได้รับความสนใจจากทางภาครัฐในเรื่องของการช่วยเหลือและเยียวยา ถ้าหากมีคำสั่งให้ปิดกิจการเป็นการชั่วคราวอย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างสามารถเข้ารับการช่วยเหลือในระบบประกันสังคมได้
ด้านนายพิสูจน์กล่าวว่า หากได้รับการพิจารณาในเรื่องขอปิดกิจการดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการยังคงรักษาการจ้างงานบางส่วนต่อไปได้ ระบบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะไม่หยุดนิ่ง ถึงแม้จะไม่เหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีการขับเคลื่อน ในรายละเอียดการเรียกร้องมาตรการก็มีในเรื่องของการขอขยายเวลาเยียวยากองทุนประกันสังคม การลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้าง ขยายเวลาหรือลดหย่อนค่าน้ำ ค่าไฟ และการพิจารณายกเว้นการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขยายเวลาพักชำระหนี้และดอกเบี้ยจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
วันเดียวกันนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารขณะนี้ ต้องยอมรับว่าถูกกระทบจากการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงมาก หลังจากที่รัฐบาลกำหนดให้ร้านอาหารจะต้องปิดบริการในเวลา 21.00 น. ทำให้รายได้ลดลงแล้วกว่า 50% แล้ว การอนุญาตให้เปิดขายได้ถึงเวลาดังกล่าว ช่วยได้แค่พอมีรายได้เข้ามาจุนเจือมากขึ้นเท่านั้น โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่คลายตัวลง ในอีก 1 เดือนต่อจากนี้ หรือในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อาจเห็นธุรกิจร้านอาหารต้องปิดตัวลงอีก จากในรอบแรกที่เกิดการระบาดมีการปิดตัวไปแล้ว 3-4 หมื่นราย
นางฐนิวรรณกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุดในขณะนี้คือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพราะรายได้ที่หายไป ทำให้กระแสเงินสดลดลง โดยมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ การสมทบเงินประกันสังคมให้แรงงานนั้น ส่วนใหญ่ยังเข้ามาช่วยไม่ถึงร้านอาหาร เพราะติดในเงื่อนไขการจดทะเบียนต่างๆ เพราะแม้จะมีการเสียภาษีตามกฎหมาย แต่การจดทะเบียนไม่ได้มีมากนัก โดยขณะนี้มีร้านอาหารประมาณ 7 แสนรายทั่วประเทศ แต่มีจดทะเบียนไม่ถึง 30% ของจำนวนทั้งหมด ทำให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ มาไม่ถึงร้านอาหารมากเท่ากับการช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านอาหารขนาดใหญ่ ทำการลดภาระด้านต้นทุน ผ่านการให้พนักงานสลับกันหยุดงาน
“ส่วนที่ภาครัฐต้องช่วย คือ การช่วยด้านเงินทุน แต่ไม่ได้อยากให้แจกเงินให้ เพราะจะเป็นภาระเกินไป แต่ต้องการให้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือมากกว่า อาจตั้งวงเงินไว้ 10,000 ล้านบาท แล้วกระจายให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการให้เอกชนด้วยกันช่วยพิจารณาและรับรองให้ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง หรือ หากรัฐบาลจะช่วยด้านการจ่ายสมทบเงินเดือนให้พนักงานคนละ 50% กับผู้ประกอบการ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่ดี” นางฐนิวรรณกล่าว
นางฐนิวรรณกล่าวว่า แม้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)ให้ แต่เกณฑ์การอนุมัติให้มีความยาก จึงอยากให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้ามาช่วยเหลือ เหมือนกองทุนฟื้นฟูและเยียวภาคการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลต้องอนุญาตให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าร่วมกองทุนได้หมด เพื่อให้กระจายการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

