นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทยในช่วงนี้ถือว่าแพงแล้วหากเทียบกับในอดีต ราคาหุ้นขึ้นเกือบ 20% แต่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้ขึ้นแรงเท่า แต่ถือว่าไม่แพงมากเมื่อเทียบกับเอเชียด้วยกัน เพราะตลาดอินเดียและฟิลิปปินส์อยู่ในระดับแพงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับสูง สาเหตุที่หุ้นไทยขึ้นมากเพราะนักลงทุนต่างประเทศให้น้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องลงทุน อีกทั้งมีนักลงทุนบางประเภทที่สนใจซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลในระดับสูงกว่า 3% เนื่องจากให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ซึ่งคนกลุ่มนี้บางรายไม่ได้คำนึงถึงราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มมาก
“บริษัทชอบหุ้นกลุ่มธนาคารบางตัวที่เริ่มรักษาและจัดการระดับหนี้เสียได้ดีขึ้น รวมทั้งกลุ่มประกันชีวิต กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากอุปโภคบริโภคที่ดีขึ้นหลังหนี้ครัวเรือนมีสัญญาณลดลงเพราะโครงการรถคันแรกเริ่มหมดลง และกลุ่มที่ได้ผลบวกจากการลงทุนภาครัฐ เช่น ปูน และกลุ่มขนส่ง แต่เนื่องจากหุ้นขึ้นมามากแล้วจึงแนะนำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถคาดเดากระแสเงินทุนไหลเข้าได้” นายอดิเทพกล่าว
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์การลงทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังให้น้ำหนักหุ้นไทยมากกว่าตลาด เพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียยังมีปัญหาด้านการเมือง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศจะชอบลงทุนในประเทศที่การเมืองนิ่ง ซึ่งการเมืองไทยยังมีเสถียรภาพ และยังเชื่อว่าจะมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าเพิ่มอีกเพราะก่อนหน้านี้นักลงทุนยังไม่ได้มองหุ้นไทยมากนัก ปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันที่ราคามีโอกาสขึ้นน้อย ทั้งนี้ ภาพตลาดระยะยาวยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ระยะสั้นต้องระมัดระวังเพราะตลาดมีโอกาสปรับฐาน จึงเน้นลงทุนรายกลุ่ม เช่น กลุ่มบริโภคในประเทศ กลุ่มที่ได้ผลบวกจากภาครัฐ
น.ส.ธิดา ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังมีมุมมองบวกต่อหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว รับเหมาก่อสร้าง และเพิ่มกลุ่มอาหารเนื่องจากผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2559 ออกมาดี อย่างไรก็ตาม คาดว่าหุ้นไทยอาจมีการปรับฐานในระยะสั้นแต่จะไม่หลุด 1,500 จุด

