“บิ๊กแสนสิริ” อ้อนรัฐออกมาตรการกระตุ้นศก.เพิ่ม ชี้กำลังซื้อจะยังไม่กลับมาใน 12-18 เดือน แนะลดดบ.เพิ่มเงินในกระเป๋าปชช.

“บิ๊กแสนสิริ” อ้อนรัฐออกมาตรการกระตุ้นศก.เพิ่ม ชี้กำลังจะซื้อจะยังไม่กลับมาใน 12-18 เดือน แนะลดดบ.เพิ่มเงินในกระเป๋าปชช. แถมไม่ต้องใช้งบ

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เป็นม การท่องเที่ยวหยุดชะงัก สายการบินๆไม่ได้ คนตกงาน ขณะที่เศรษฐกิจไทยติดลบถึง 6.6% เกือบเท่ายุคต้มยำกุ้ง แต่ผลกนะทบเชิงลบมีมากกว่าช่วงต้มยำกุ้งเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีความยาวนาน และปัญหาแก้ไขยากกว่ามาก การส่งออกได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลก็ออกมาตรการช่วยเหลือจำนวนมาก ซึ่งบางเรื่องก็ตรง บางเรื่องก็ไม่ตรง  แต่อย่างกรณีการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่การปฏิบัติมีปัญหาเพราะเอสเอ็มอีเข้าถึงน้อย แต่ล่าสุดได้มีการประกาศว่าจะมีการปรับปรุงวิธีการเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้มากขึ้น

 

นายเศรษฐากล่าวว่า สำหรับในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้น อยากให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดอัตราสินเชื่อต่อมูลค่าที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) ที่แต่เดิมนั้นออกมาเพื่อสกัดการเก็งกำไร แต่มาวันนี้เรื่องดังกล่าวได้หมดไปแล้วมจึงอยากให้มีการยกเลิก และหากยกเลิกจะส่งผลดีต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพราะการซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย 1 หลังจะส่งผลต่อธุรกิจต่อเนื่องอีกหลายธุรกิจ นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลยืดอายุการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี เพราะปัจจุบันหลายประเทศได้ดำเนินการเรือ่งดังกล่าวไปแล้ว ขณะเดียวกันอยากให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วย เพราะการลดดอกเบี้ยจะส่งผลให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพื่อไปจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น

 

“เชื่อว่ากำลังซื้อจะไม่กลับมาในช่วง 1 ปี ถึง 18 เดือนข้างหน้าแน่นอน ดังนั้นปีนี้เป็นอีกปีที่ความไม่แน่นอนมีสูง ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการออกมากระตุ้นอย่างต่อเนื่อง วัคซีนเป็นความหวังสูงสุด แต่ก็ยังมีดราม่า ว่าค่ายไหนเวร์ค อะไรยังเป็นความหวังจริงหรือไม่ ไม่รู้ เราต้องเตรียมตัว และดีใจที่ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีการออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง แต่ก็อยากเห็นมีมาตรการออกมาอีก โดยเฉพาะเรื่องการลดดอกเบี้ย เพราะทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น”นายเศรษฐากล่าวและว่า สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์จะขึ้นอยู่กับภาคเศรษฐกิจโดยรวม รายกลางและรายเล็กจะเหนื่อย เพราะแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินกู้จะด้อยกว่ารายใหญ่ ดังนั้นเชื่อว่าปีนี้จะมีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ขายโครงการและนำที่ดินออกมาขายเพิ่มขึ้นแน่นอน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จ่อเลิกทีแคสรอบแอดมิสชั่นส์ หาก ‘ก.พ.’ สถานการณ์โควิดยังหนัก
บทความถัดไปปฏิรูปครู เหลวเพราะการเมือง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์