‘ซิตี้แบงก์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คาดปี 64 โต 4%

‘ซิตี้แบงก์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คาดปี 64 โต 4%

นายซาเมียร์ เดชพานดิ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนระดับภูมิภาค ซิตี้แบงก์ เอเชียแปซิฟิค และตะวันออกกลาง (Sameer Deshpande, Regional Head of Investments, Citibank Asia & EMEA) เปิดเผยว่า ในปี 2564 คาดการณ์ว่าแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จะเริ่มทยอยกลับมาสดใสจากหลายปัจจัยทั้งการประกาศผลการทดลองวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นครั้งแรก การทยอยฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ในหลายประเทศที่น่าจะมีขึ้นในช่วงกลางปี รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าการสิ้นสุดของการระบาดไวรัสจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี ทำให้โลกกลับสู่สภาวะปกติใหม่และเป็นการเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบของวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ จึงคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย จะสามารถเติบโตได้แบบค่อยเป็นค่อยไป ขยายตัวประมาณ 4.0% ส่วนระดับอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.4% โดยมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐทั้งการบริโภคและการลงทุนด้านน้ำมัน จากการร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับตัวขึ้น รวมถึงคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 30.0 – 30.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายซาเมียร์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่ 5% อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 2.2% โดยมองแนวโน้มการเติบโตกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 6.2% และตลาดพัฒนาแล้ว 4.1% ในด้านการเติบโตของแต่ละภูมิภาคมองว่าจีดีพีของสหรัฐฯ จะโตอยู่ที่ 5.1% จากสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่ลดลง ในส่วนยุโรปจะเติบโต 3.6% ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียในปีนี้ จะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คาดการณ์จีดีพีของเอเชียจะโตถึง 7.5% โดยเฉพาะประเทศจีนอาจโตแตะ 8.2% ด้านราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนค่าเงินยังคงมีความผันผวนสูง และภาพรวมการลงทุนยังคงเผชิญความท้าทายสูงเช่นกัน แต่ยังมีมุมมองบวกต่อหุ้น

แม้สภาพเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันอาจยังคงสร้างความวิตกให้กับนักลงทุน แต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้งจากอัตราการว่างงานที่ลดลงจาก 14.7% ช่วงต้นปีที่แล้วมาอยู่ที่ 6.7% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 0% – 0.25% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนกระตุ้นตลาดแรงงานเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยคาดว่าจีดีพีของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 5.1% และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับไปถึงระดับจีดีพีก่อนเกิดโควิด-19 ได้ภายในกลางปีนี้นายซาเมียร์ กล่าว

ด้านนายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายมาก แต่ทางธนาคารฯ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยมีการเสนอขายกองทุนใหม่ 28 กองทุน และตราสารหนี้ใหม่อีก 6 ตราสาร ซึ่งนำไปสู่การเติบโตด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก และมีการเติบโตในกลุ่มลูกค้าใหม่ทั้ง ซิตี้โกลด์และ ซิตี้ไพรออริตี้ นอกจากนี้เห็นการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกเช่นกัน

นายดอน กล่าวว่า ปีนี้แนะนำในการลงทุน คือ ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยให้น้ำหนักในภูมิภาคเอเชียลาตินอเมริกา และแนะนำการกระจายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ พลังงานใหม่ โทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลไลเซชั่น สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งกระจายการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำประเภทอื่นๆ อาทิตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่และตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงในอเมริกา รวมถึงทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ นอกจากนี้ยังแนะนำการลงทุนแบบยั่งยืน ในกลุ่ม (ESG) ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบันโดยซิตี้มีการนำเสนอกองทุนใหม่ที่ลงทุนในกลุ่มพลังงานใหม่ หรือกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากภูมิอากาศ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามประเด็นสำคัญของสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนและรักษาผลประโยชน์ในระยะยาวท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวน

นายดอน กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ ได้มีการพัฒนาการบริหารความมั่งคั่งผ่านบริการซิตี้โกลด์ ด้วยบริการการลงทุนได้ทั่วโลกกว่า 200 กองทุน จากพันธมิตรที่หลากหลายกับ 5 บลจ.ในประเทศและ 13 บลจ.ต่างประเทศ โดยมีความหลากหลายของกองทุนทั้งประเภทของสินทรัพย์ และภูมิภาคของการลงทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพื่อประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ช่วงนี้ที่ลูกค้าอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางมาที่สาขาได้เช่นเคย อาทิ พัฒนาฟีเจอร์Authorization corner หรือ เอกสารการทำธุรกรรม ในซิตี้โมบายล์แอพและซิตี้แบงก์ออนไลน์ที่ให้ลูกค้าสามารถยืนยันรายการซื้อขายกองทุนและตราสารหนี้ได้ง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว หลังจากที่ลูกค้าสนทนาแจ้งความต้องการการลงทุนกับผู้ดูแลบัญชีส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีผู้ดูแลบัญชีที่พร้อมให้บริการคำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ อาทิ ธุรกรรมการลงทุนผ่านทางโทรศัพท์ รวมถึงการจัดประชุมทางวิดิโอ คอลล์ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของพอร์ตโฟลิโอการลงทุนของตัวเอง โอนเงินผ่านทางพร้อมเพย์ไปยังต่างธนาคารหรือโอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศได้ง่าย รวมถึงสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินต่างประเทศได้ทันทีผ่านซิตี้ โมบายล์แอพพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีการมอบสิทธิประโยชน์ให้อย่างต่อเนื่อง อาทิ เครดิตเงินคืนสำหรับการใช้จ่ายที่ร้านสตาร์บัคส์ ประเทศไทย สูงสุด 500 บาท/เดือน สิทธิพิเศษในวันเกิด หรือเครดิตเงินคืนที่สถานีบริการน้ำมันที่ร่วมรายการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจการลงทุนโดยรับเครดิตเงินคืนขั้นต่ำ 2,000 บาทเมื่อลงทุนในกองทุนที่ร่วมรายการตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และสูงสุดรับ iPhone 12 Pro Max 512 GB มูลค่า 51,900 บาท* เมื่อลงทุนในกองทุนที่ร่วมรายการตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศิษย์วัยใสโรงเรียนมัธยมในแคนาดา “ปลื้ม”คามาลา แฮร์ริส มองเป็นแรงบันดาลใจ
บทความถัดไปเซ็กซี่ตัวแม่ กิ๊บซี่ วนิดา กับภาพจำตำนานเกิร์ลกรุ๊ปสุดแซ่บ