หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังชี้ไทยต้อ...

คลังชี้ไทยต้องทนกับดัก “ประเทศรายได้ปานกลาง” อีก10-20ปี

18.08.16 | 17:00 น.

การสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2559 เรื่อง “โลกเปลี่ยน คลังปรับ” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการในหัวข้อดังกล่าว โดยระบุถึงความท้าทายทางการคลังที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ต้องรับมือ ความท้าทายจากภายในที่ต้องรีบแก้ไข และภาระการคลังและกรอบความยั่งยืนเป็นปัจจัยที่ต้องเผชิญ

นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเทศและสถาบันสัมพันธ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้นำเสนอผลงานทางวิชาการในหัวข้อดังกล่าว กล่าวว่า ความท้าทายจากภายนอกที่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องรับมือมี 4 ประเด็นหลัก คือ 1.เศรษฐกิจโลกผันผวน ที่ไม่เอื้อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่นโยบายการคลังและกึ่งการคลังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจทำให้เกิดภาระการคลังในอนาคต 2.การค้าการลงทุนที่เข้มข้น โดยประเทศต่างๆ ได้เข้าสู่การค้าเสรี มีการรวมกลุ่มทางการค้า กำแพงภาษีลดลง การให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุน ทำให้รายได้จากภาษีลดลง

3.เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้เกิดความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจ ฉะนั้น จำเป็นที่ไทยต้องเรียนรู้ให้ทันเพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย 4.สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องยั่งยืน ซึ่งการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จะทำให้เกิดภาระการคลังตามมา จำเป็นต้องมีนโยบายและเครื่องมือมาดูแลเรื่องนี้

ด้านความท้าทายจากภายใน ที่เป็นปัญหาหลักที่ต้องรีบแก้ไขนั้นคือ 1.การก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยมองว่าหากเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 3.5% ต่อปี กว่าที่ประเทศไทยจะรวยหรือก้าวข้ามการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ต้องใช้เวลาราว 15-20 ปี ถ้าต้องการให้เร็วกว่านั้น ประเทศต้องมีเครื่องจักรใหม่ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต 2.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อจีดีพีเพิ่ม ก๊าซคาร์บอนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น ปัญหานี้จึงเป็นหนึ่งในความท้าทาย

3.รับมือสังคมสูงอายุ ปัจจุบันเราอยู่ในสังคมสูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 อีก 20 ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 20% ของประชากรทั้งหมด ผลคือ ภาระการคลังจะเพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาท เพราะคนวัยทำงานจะลดลง เราอาจจะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปตลอด สศค.จึงจำเป็นต้องมีนโยบายการดูแลเรื่องนี้

Advertisement

4.การต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำเรื้อรัง ระยะ 30 ปีที่ผ่านมา เราสามารถลดคนจนให้เหลือ 7 ล้านคน จาก 36 ล้านคนได้ แต่เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ สิ่งที่สะท้อนคือ คนรวยสุดกับคนจนสุดมีรายได้ต่างกันถึง 35 เท่า คนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มีเพียง 1% ขณะเดียวกัน คนรวย 20% แรกมีการครอบครองที่ดินถึง 80%

ด้านภาระทางการคลังและกรอบความยั่งยืนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ต้องเผชิญ ประกอบด้วย 1.รายได้ที่เพิ่มอย่างจำกัด เนื่องจากสาเหตุหลัก คือ วัยแรงงานลดลง ทำให้รายได้จากภาษีจากคนทำงานลดลง การเปิดเสรีและการรวมกลุ่มการค้า ทำให้รายได้จากการค้าระหว่างประเทศลดลง 2.รายจ่ายเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนถึง 80% ของวงเงินงบประมาณไม่สามารถลดลงได้ ขณะที่รายจ่ายลงทุนก็จำเป็นจะต้องเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก ภาระการคลังจากนโยบายกึ่งการคลังมีมากขึ้น และค่าใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการสังคมคนชราและเด็กเพิ่มขึ้น เหล่านี้เป็นความจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือเพิ่มในการดูภาระการคลังในอนาคต

นอกจากนี้ กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องเผชิญ ประกอบด้วย หนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% งบลงทุนต่องบประมาณรวมไม่เกิน 25% ของงบประมาณรวม และภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน 15%

สำหรับการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กระทรวงการคลังได้กำหนดยุทธศาสตร์การเงินการคลังในอนาคต ผ่านแผนแม่บทการปฏิรูปการเงิน ผ่านการปฏิรูปการออม ปฏิรูปการกระจายรายได้ และการถือครองทรัพย์สิน ปฏิรูประบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และแผนแม่บทการคลังเพื่อสังคม ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ทำบ้านคนชรา ตั้งกองทุนการออม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มขีดแข่งขันในด้านต่างๆ ผ่านการสนับสนุนธุรกิจใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศ เป็นต้น