เอไอเอส เปิด 5 เมกะเทรนด์ นวัตกรรมที่น่าจับตามองปี 2021
นายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า AIS NEXT หน่วยงานขับเคลื่อนนวัตกรรมของบริษัท ได้คัดสรร 5 เทรนด์สำคัญ ในปี 2564 ที่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทจากการมาถึงของดิจิทัล (Digital Disruption) ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ มาไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ และเปลี่ยนความท้าทายมาเป็นโอกาส ประกอบด้วย
1.Digital Identity Foundation Initiative ภาพรวมของความเป็นตัวตนของตัวบุคคลในแพลตฟอร์มต่างๆ ความเป็นเจ้าของตัวตน และความง่ายในการอนุญาต รวมทั้งการควบคุมความเป็นตัวตนในยุคดิจิทัล ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานราชการไทย
2.Digital Archive & Intelligence Initiative การเก็บข้อมูลด้วยเซนเซอร์และอุปกรณ์ไอโอที การนำเอาข้อมูลไปเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อการสร้างข้อมูลเชิงลึก รวมถึงรากฐานของการจัดเก็บกระบวนการในคลาวด์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในสากล
3.Phygital Exchange Market Initiative การรวมกันของสิ่งของในโลกความเป็นจริงและโลกเสมือน การสร้างและควบคุมตลาดซื้อขายระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์จริง และการสร้างการระบบการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล ระหว่างสินทรัพย์ในโลกจริงและโลกเสมือนที่เป็นรากฐานให้กับประเทศไทย
4.Future Workforce Platform Initiative ภาพรวมของความสามารถและสกิลของกลุ่มคนในสังคมต่างๆ จากภาวะสังคมผู้สูงอายุ การแยกกันทางวิชาความรู้ระหว่างกลุ่มดิจิทัลโดยกำเนิด (Digital Natives) และกลุ่มผู้อพภพทางดิจิทัล (Digital Immigrants) เทรนด์ของการเรียนรู้แบบทีละเล็กละน้อย (Micro-Learning) หลักการเรียน และการอัพเดตความรู้ในยุคดิจิทัล รวมทั้งโครงสร้างของสังคมการทำงานแบบฟรีแลนซ์ของไทย
และ 5.Digital Police Initiative การบังคับใช้กฎหมายในโลกดิจิทัลในประเทศไทย รวมถึงการใช้กฎหมายดิจิทัลกับโลกของอุปกรณ์ไอโอทีในยุค 5G ความปลอดภัยและอาชญากรรมไซเบอร์ที่ควรระวัง
ทั้งนี้ จากเทรนด์แห่งความท้าทายดังกล่าว บริษัทในฐานะผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider ที่มี Digital Platform และ Network Infrastructures ไม่ว่าจะเป็น 5G, Fibre, IoT, Big Data, Cloud และ AI จึงได้จัด Online Hackathon ครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในโครงการ JUMP THAILAND by AIS NEXT เปิดรับฟังมุมมองปัญหาจากทุกคน และชวนคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย นวัตกร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา มาร่วมระดมสรรพกำลัง ระดมความคิด สร้างสรรค์โซลูชันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
สำหรับโครงการแบ่งเป็น 4 ช่วง ได้แก่ 1.Problem Submission: ส่งโจทย์ปัญหาเพื่อโหวตหัวข้อที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ 2564 ที่เฟซุบ๊กเพจ: JumpThailand และเว็บไซต์ jumpthailand.earth 2.Team Registration: รับสมัครทีม ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2564 ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ JumpThailand และเว็บไซต์ jumpthailand.earth และประกาศรายชื่อทีมที่ได้เข้าแข่งในวันที่ 27 มีนาคม 2564 3.Online Hackathon: ช่วงการแข่งขัน Hackathon ประมาณต้นเดือน พฤษภาคม 2564 และ 4.Incubation: ภายหลังจากโครงการจะมีการรับโครงการที่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำมาบ่มเพาะนวัตกรรมกับ AIS NEXT
โดยทีมผู้ชนะมีโอกาสได้รับเงินรางวัลสูงสุดรวมกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาต่อยอด ขยาย Scale ได้ ก็จะได้โอกาสในการเข้าร่วมการบ่มเพาะนวัตกรรมร่วมกับทีม AIS NEXT เพื่อทดลองทดสอบโซลูชันในตลาดจริง ด้วยงบประมาณสนับสนุน 100 ล้านบาท
“ในพอร์ตของบริษัทโครงการที่กำลังบ่มเพาะอยู่มี 211 โครงการ โดยปัจจุบันมีนวัตกรรมที่เปิดตัวสู่ตลาดแล้วเกือบ 20 โครงการ เช่น School Van Clever เป็นโครงการที่เข้ามาช่วยเหลือปัญหาการลืมเด็กไว้ในรถ, โซลูชั่นทำประกัน และสมาร์ทโฮม ออโตเมชั่น เป็นต้น” นายอราคินกล่าว

