‘คีรี’ ส่งหนังสือทวงหนี้ ‘กทม.’ จ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว 3 หมื่นล้าน ขีดเส้น 60 วัน

“คีรี” ส่งหนังสือทวงหนี้ “กทม.-เคที” ค่าจ้างเดินรถสายสีเขียวเบ็ดเสร็จ 3 หมื่นล้าน ใน 60 วัน บีบไม่จ่ายจ่อใช้ช่องทางกฎหมาย โอดแบกภาระแทนมาตลอด อย่าเพิกเฉย ให้รอ ครม.อย่างไร้อนาคต

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ทำหนังสือแจ้งถึง บจ.กรุงเทพธนาคม (เคที) รัฐวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และตัดสำเนาของหนังสือส่งถึง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. อีก 1 ฉบับ เป็นเรื่องของการให้ กทม. และเคทีชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซื้อระบบเดินรถ (ไฟฟ้าเครื่องกล) พร้อมติดตั้งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

หลังจาก BTSC ทำหนังสือทวงถามให้ บจ.กรุงเทพธนาคม ชำระหนี้ในการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงตากสิน – บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิต – คูคต และช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ มูลหนี้รวม 8,899 ล้านบาท แม้กรุงเทพธนาคมจะยอมรับสภาพหนี้ แต่ก็ไม่ได้มีข้อเสนออะไรกลับมา

“BTSC เชื่อว่าทั้งกรุงเทพธนาคม และ กทม.ต่างตระหนักดีว่า หลักการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายให้ กรุงเทพธนาคม และ กทม.เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงของผลประกอบการทั้งหมด แต่ปัจจุบันการให้บริการเดินรถอาศัยเพียงการเก็บค่าโดยสารในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่ 15 บาทตลอดสาย และไม่เก็บค่าโดยสารในส่วนต่อขยายที่ 2 เลย แถมในส่วนนี้ภาครัฐยังไม่ให้เงินอุดหนุนอีก ทำให้กรุงเทพธนาคม และ กทม.ขาดทุน ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ที่มีอยู่กับ BTSC ได้ และกลับจะมีหนี้มากขึ้นไปอีก จนอาจจะทำให้การเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายคงจะทำได้อีกไม่นาน เพราะ BTSC ก็แบกรับหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นใหม่อีกไม่ไหว”

นอกจากนั้น การที่กรุงเทพธนาคม และ กทม.ได้ตัดสินใจไม่เรียกเก็บค่าโดยสารในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะหวังว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งจะทำให้ปัญหาการเดินรถและการเก็บค่าโดยสารหมดไป เพราะจะทำให้โครงการส่วนต่าง ๆ รวมเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) นั้น

แม้ข้อเท็จจริงจะดำเนินการเจรจาแล้วเสร็จไปตั้งแต่เดือน ก.ค. 2562 แต่ก็ยังไม่สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้ ยิ่งทำให้กรุงเทพธนาคม และ กทม. สร้างภาระหนี้สินกับ BTSC เพิ่มขึ้น เพราะไม่มีรายได้จากโครงการเกิดขึ้น

ทั้งนี้ BTSC ทราบข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่า สัมปทานสายสีเขียวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ครม. แต่การที่ BTSC ไม่ทราบเลยว่า ครม.มีกำหนดจะพิจารณาให้แล้วเสร็จเป็นประการใดประการหนึ่งเมื่อใด ซึ่งกรุงเทพธนาคม และ กทม.ก็ให้ความชัดเจนเรื่องนี้ไม่ได้ ทำให้ BTSC อยู่ในสภาวะลำบาก

อนึ่ง BTSC เป็นบริษัทลูกของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นประชาชนร่วมลงทุนอยู่ 101,700 ราย และมีเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้มาประกอบธุรกิจอีกจำนวนมาก

การที่กรุงเทพธนาคม และ กทม.ไม่สามารถชำระหนี้ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 มีจำนวนรวม 8,899,338,642.45 บาท (แปดพันแแปดร้อยเก้าสิบเก้าล้านสามแสนสามหมื่นแปดพันหกร้อยสี่สิบสองบาทสี่สิบห้าสตางค์) จะสร้างความเสียหายให้กับบริษัทได้ รวมทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัทเป็นอย่างมาก

การที่บริษัทฯ ยินยอมตกลงตามหลักการของร่างสัญญาแก้ไขสัญญา สัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นทางออกที่จะทำให้กรุงเทพธนาคม และ กทม. หยุดสร้างหนี้กับบริษัทฯ เพิ่มมากขึ้นไปอีก จากการเปิดให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในรูปแบบปัจจุบันต่อไป โดยมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัทฯ

และแม้ว่าภายใต้ร่างสัญญาแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น บริษัทฯ จะไม่ได้รับ ชําระหนี้ที่ค้างชําระคืนทันที แต่หากผลประกอบการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไปในระยะยาวดีขึ้น บริษัทฯ ซึ่งเป็นเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงในผลประกอบการและเป็นผู้ให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเอง ก็จะมีโอกาสได้หนี้ที่ค้างชําระนี้คืนได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการในการแก้ไขหนี้ที่แม้จะมีความเสี่ยงกับบริษัทฯ บ้าง แต่ก็ทําให้บริษัทฯ อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก

เมื่อไม่มีความแน่นอนว่าการดําเนินการตามร่างสัญญาแก้ไขสัญญาสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่และเมื่อใด

จึงไม่เป็นธรรมกับบริษัทฯ หากกรุงเทพธนาคม และ กทม.เพิกเฉยไม่ชําระหนี้ที่ค้างให้แก่บริษัทฯ และกลับจะสร้างหนี้กับบริษัทฯ เพิ่มมากขึ้นไปอีก จากการเปิดให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไป โดยไม่มีมาตรการในการจ่ายค่าจ้างที่ค้างอยู่และที่จะเกิดขึ้นใหม่มาทําความตกลงกับบริษัทฯ ให้ชัดเจน

บริษัทจึงขอให้ กรุงเทพธนาคม และ กทม. ชําระหนี้ทั้งหมด คือหนี้ค่าจ้างค้างชําระถึงวันที่ออกจดหมายฉบับนี้ซึ่งค้างชําระมาเป็นเวลา 3 ปี 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 คิดเป็นเงินประมาณ 9,602,927,987.84 บาท (เก้าพันหกร้อยสองล้านเก้าแสนสองหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยแปดสิบเจ็ดบาทแปดสิบสี่สตางค์)

และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ที่จะถึงกําหนดชําระในเดือนมีนาคม 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 20,768,979,836.13 บาท (สองหมื่นเจ็ดร้อยหกสิบแปดล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นเก้าพันแปดร้อบสามสิบหกบาทสิบสามสตางค์) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้น บริษัทฯ มีความจําเป็นที่จะต้องพิจารณาการใช้สิทธิตามกฎหมายและตามสัญญาของ บริษัทฯ เอากับ กรุงเทพธนาคม และ กทม. ต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ร.ร.กีฬาวางมาตรการเข้มรับเปิดเรียน ชลบุรีกำชับเข้ มนักกีฬายกเหล็ก
บทความถัดไปเปิด3ก.พ. สยามอะเมซิ่งพาร์ค จัดโปรคลายล็อกดาวน์ 300 บาท เล่นไม่อั้น