ภาคเอกชนภูเก็ต ไม่เห็นด้วย รบ.ห้ามเอกชน-อปท. จัดซื้อวัคซีนต้านโควิด-19

ภาคเอกชนภูเก็ต ยื่นหนังสือไม่เห็นด้วยกับรบ.กรณีห้ามเอกชน-อปท. จัดซื้อวัคซีนต้านโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีหนังสือส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องแจ้งผลวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จากมาตรการของรัฐในการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่อนุญาตให้ภาคเอกชนและองค์การปกครองท้องถิ่น สามารถจัดซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 เองได้ ด้วยเหตุที่ว่า เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการวัคซีนต้านไวรัสได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และติดตามอาการหลังฉีดวัคซีนไปแล้วได้นั้น

เบื้องต้นองค์กรเอกชน และองค์กรปกครองท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีเหตุผล ดังนี้

1.จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเกินกว่า 94% และเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา ส่งผลให้ผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนขาดรายได้มี จนกระทั่งได้มีคำสั่งให้มีการปิดสนามบินภูเก็ตทั้งสนามบินภายในประเทศและต่างประเทศ จังหวัดภูเก็ตถือเป็นอันดับ 2 รอง จากกรุงเทพมหานคร ที่มีผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวทุกสาขาอาชีพ ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และเป็นวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 8 เดือน

2.เมื่อวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2563 ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ จังหวัดภูเก็ต ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบปัญหา และรับว่าจะดำเนิการแก้ไข บรรเทา เยียวยา และหาหนทางให้จังหวัดภูเก็ตกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตมีความหวังเกิดขึ้น

3.เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2563 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง จากจังหวัดสมุทรสาครสู่จังหวัดต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศ ทำให้มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อประชาชนทั้งประเทศอีกครั้ง และส่งผลต่อการท่องเที่ยวประชาชนไม่กล้าเดินทาง ไม่กล้าใช้จ่าย โรงแรมเริ่มปิดกิจการอีกครั้ง สายการบินลดหรืองดตารางบิน ทำให้มีการกระจายรายได้น้อยมาก ความทุกข์และความยากจนกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ย่อมหนักและสาหัสกว่าครั้งแรก

4.มีการเปิดผลงานวิจัย คาดการณ์รายได้ต่อหัวของคนภูเก็ต ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 1,984 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศไทยถูกระบุที่ 3,044 บาทต่อเดือน

5.เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โมษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนโยบายให้เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ได้ โดยขอให้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนวัคซีนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ถูกต้อง ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตมีความหวังเกิดขึ้น จากการที่รัฐบาลปิดให้เอกชนร่วมนำเข้าวัคซีน เพื่อให้ภาคเอกชนช่วยดำเนินการคนกูเก็ตได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุม เพื่อเร่งเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยไม่ต้องกักตัวได้อย่างปลอดภัย

6.จังหวัดภูเก็ตได้มีการประชุมกันระหว่างภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหาทางออกของปัญหานี้ ได้ข้อสรุปเป็นเอกฉันท์ว่า วัคซีนคือทางออกของปัญหา โดยทางภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดหา จัดซื้อและฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรภาคการท่องเที่ยวเองทั้งหมด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐ และองค์กรปกครองท้องถิ่นโดยของมติสภาฯ ขององค์กรท้องถิ่นนั้นๆ โดยมีข้อนำเสนอ 5 ข้อ เรียกว่ายุทธศาสตร์ Phuket First October

และ 7.ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 จังหวัดภูเก็ตจึงได้หนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย นำเสนอยุทธศาสตร์ Phuket First October ต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อพิจารณาให้จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆ ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยทางปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือถึงศูนย์ดังกล่างเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เพื่อให้ได้พิจารณา

โดยจากข้อความในวรรคแรกในหนังสือฉบับนี้ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะอันเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ Phuket First October ที่จะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตขับเคลื่อนได้ ทางภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ตได้โทรศัพท์ ไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อสอบถามถึงสาเหตุในการวินิจฉัยและข้อเสนอดังกล่าว

ซึ่งได้รับคำตอบมาว่า การที่ไม่สามารถให้ภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 กับผู้ผลิตวัคซีนโดยตรง ในระยะเริ่มแรกนั้น เนื่องจากทางรัฐบาลจะได้รับวัคซีนมาเป็นจำนวนน้อยมาก ยังไม่สามารถกระจายการฉีดยาให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง เกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นได้ และเป็นเพียงข้อเสนอแนะ มิใช่คำวินิจฉัยแต่อย่างใด

ซึ่งเมื่อมีการอ่านข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีใน วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นไปในทางเดียวกับข้อเสนอของภาคเอกชนของจังหวัดภูเก็ต ในยุทธศาสตร์ Phuket First October แต่เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้อีก ว่า ไม่สามารถให้เอกชนจัดซื้อวัคซีนเองได้ ตามคำวินิจฉัยของสำนักงานตรวจการแผ่นดิน

จากข้อขัดข้องและเหตุผลที่เรียนให้ท่านทราบข้างตัน ทางภาคเอกชนของจังหวัดภูเก็ต รวมถึงองค์กรท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต จึงขอความกรุณาได้โปรดพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีประเด็นดังนี้

1.ประเด็นความปลอดภัยของวัคซีนเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอาหารและยาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงจำเป็นต้องซื้อวัคซีนที่สำนักงานอาหารและยาได้ขึ้นทะเบียนแล้ว จึงไม่สมควรเป็นเหตุมิให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีน

2.ประเด็นการบริหารจัดการในการฉีดให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขในการบริหารวัคซีนที่ได้จองซื้อตามแผนอยู่แล้ว ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเพียงส่วนเสริมให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงไม่สมควรเป็นเหตุมิให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีน

3.ประเด็นติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับวัคซีน วัคซีนที่ซื้อมาจำเป็นต้องถูกนำไปฉีดโดยโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน ซึ่งโรงพยาบาลที่เป็นผู้ฉีดนั้นมีหน้าที่ติดตามอาการไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว จึงไม่สมควรเป็นเหตุห้ามมิให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีน

4.คำวินิฉัยระบุว่า”ในระยะแรกนี้ภาครัฐเท่านั้นที่จะดำเนินการจัดซื้อ และบริหารจัดการวัคซีนและกระจายวัคซีน” ทางผู้ร้องเรียนขอให้ท่านโปรดชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ในระยะแรก” หมายถึงช่วงเวลาใดจนถึงช่วงเวลาใด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตำรวจ คฝ.-รถน้ำแรงดันสูง สแตนด์บายพร้อมใน ตร.
บทความถัดไปสธ. ชวนคนไทยปั๊มลูก กู้วิกฤตเด็กเกิดน้อย จัดมีตติ้งคนไร้คู่ เปิดรับสมัครวันนี้