สยามคูโบต้า ผนึก ดีป้า ร่วมปั้น ‘คูโบต้าต้นกล้าดิจิทัล’ สร้างเกษตรกรยุคดิจิทัล หวังยกระดับเกษตรกรรมไทย
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้า ในฐานะผู้นำนวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคต มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้มีความเข็มแข็ง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรก้าวทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านองค์ความรู้ต่างๆ ที่สยามคูโบต้าได้สร้างขึ้น ล่าสุด สยามคูโบต้า ได้ลงนามความมือร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในโครงการ คูโบต้าต้นกล้าดิจิทัล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ
“โครงการ คูโบต้าต้นกล้าดิจิทัล เป็นโครงการที่สยามคูโบต้าจะเข้าไปให้องค์ความรู้ สนับสนุนและส่งเสริมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร และอุปกรณ์การเกษตร พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิผล ร่วมถึงการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับภาคการเกษตรเพื่อนำไปสู่การบริการในลักษณะของ Data as a service โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลภาคการเกษตร ให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 44 แห่งทั่วประเทศ สู่การสร้างคูโบต้าต้นกล้าดิจิทัล 880 ราย ตลอดจนเกิดการต่อยอดถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอีกกว่า 2,640 ราย ภายในระยะเวลา 5 ปี” นางวราภรณ์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า ดีป้า มีภารกิจหลักในการมุ่งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตรที่เป็นอีกอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ ซึ่งการร่วมมือกับ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ในครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ตามความเหมาะสม และพอเพียงอย่างมีแบบแผน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย
ทั้งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงทางระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญคือการยกระดับทักษะให้บุคลากรในท้องถิ่น ให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความรู้ไปสู่การพัฒนาพื้นที่จริงได้ เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจ ตลอดจนสร้างโอกาสด้านรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เป็นการขับเคลื่อนที่ต้องใช้การร่วมงานกันหลายภาคส่วน ไม่ใช้แค่เพียงหน่วยงาน หรือ บริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่รวมถึงความพร้อมของภาคประชาชนด้วย โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอีกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ และเอกชนการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ให้แก่ประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่มาจากความเข้าใจอย่างแท้จริงที่ ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเอง คิดเอง ทำเอง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว
ทั้งนี้หวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้นำความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้จากการเรียนรู้ ไปปรับประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรให้เกิดความเหมาะสมและพอเพียงอย่างมีแบบแผน เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย ให้เข้มแข็งและทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ


