ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสการใช้แอพพลิเคชั่น “Clubhouse ” เป็นที่แพร่หลายทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทย ทำให้หลายองค์กรนำมาใช้ โดยวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2 ธนาคารของไทย คือ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และธนาคารกสิกรไทย ก็ใช้ช่องทางนี้ในการสนทนา
ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดห้องสนทนา”เศรษฐกิจไทยโมเดลทุเรียน 2.0″ นำโดย นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทย จะกลับเข้าสู่โมเดลทุเรียน อีกครั้ง เป็นโมเดลทุเรียน 2.0 กรอบนอก นุ่มใน กรอบนอก คือ ปัจจัยต่างประเทศ อุปสงค์ต่างประเทศดูดี จากการส่งออก ส่วนภายในยังนุ่ม จากปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุน การบริโภคภายใน กลุ่มเอสเอ็มอี ที่ยังมีปัญหา
” หากเทียบปีนี้กับทุเรียน 1.0 แตกต่างกันที่ตอน 1.0 การท่องเที่ยวของเรายังดี แต่ทุเรียน 2.0 ปีนี้ การท่องเที่ยวยังไม่กลับมา โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 2-3% จะฟื้นตัวได้เต็มปี 2565 ขณะที่ประเทศอื่นๆในอาเซียน เศรษฐกิจปีนี้จะฟื้นตัวกลับมาได้เท่ากับช่วงก่อนโควิด เทียบกับไทยที่ช้ากว่าเพื่อน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเน้นการท่องเที่ยวมาก ปีหน้าน่าจะเร่งตัวขึ้น จากการฉีดวัคซีนมากขึ้น และการท่องเที่ยวน่ากลับมา และช่วยให้การกระจายรายได้ดีมากขึ้น โจทย์คือประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเชิงคุณภาพดีขึ้นได้อย่างไร ” นายอมรเทพ กล่าว
ธนาคารกสิกรไทย เปิดห้องสนทนา “คุยกันเบา ๆ ทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ กับ KResearch” นำโดย นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ทางศูนย์คงจีดีพีปี 2564 ไว้ที่ 2.6% โดยมีหลายประเด็นที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าตามหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวที่สูงกว่า ขณะที่ยังต้องติดตามการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ตลอดจนการกระจายวัคซีนในประชากรหมู่มากจนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดแนวทางการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ขณะนี้มองไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปี 2564
นางสาวณัฐพร กล่าวว่า กว่าเศรษฐกิจจะกลับไปที่ระดับก่อนโควิดได้คงใช้เวลาจนถึงปี 2565-2566 เพราะปัญหาจากโควิดในรอบนี้ กระทบภาคธุรกิจจริงตรงๆ ต่างจากปี 2540 ที่มีจุดกำเนิดจากธุรกิจการเงิน อีกทั้งการฟื้นตัวของธุรกิจหลังผ่านพ้นช่วงโควิดคงไม่ทั่วถึง และยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างรออยู่อีกทั้งสังคมสูงอายุ ตลาดผู้บริโภคเล็กลง ปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เป็นต้น
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า มองกรอบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรณีพื้นฐานไว้ที่ประมาณ 2 ล้านคน โดยภาคท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในจังหวัดที่พึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก ขณะที่ ปัญหาโควิดในครั้งนี้คงทำให้โรงแรม 30-40% อาจต้องออกจากตลาดไป เน้นไปที่โรงแรมในกลุ่มราคาประหยัด หรือราคาระดับกลาง
นอกจากนี้ ยังห่วงธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้าเอสเอ็มอีในห้างที่มีจำนวน 30% ของเอสเอ็มอีภาคการค้าทั่วประเทศ สำหรับประเด็นเรื่อง Vaccine Passport ยังไม่อาจคาดหวังได้มากในขณะนี้ เพราะยังไม่มีหลักฐานการศึกษาว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว จะไม่ติดเชื้อหรือแพร่เชื้ออีกครั้ง ประโยชน์ในเรื่องนี้คงเกิดกับเฉพาะบางประเทศที่รับความเสี่ยงได้ มากกว่าจะเป็นประโยชน์ในระดับโลก
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า โจทย์เฉพาะหน้าคือ การดูแลปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจและครัวเรือน ดังจะเห็นได้จากตัวเลขจำนวนผู้ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินที่คงไต่ระดับขึ้นจากปลายปี 2563 ที่ 27.6% และ 14.7% ของสินเชื่อสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคลรายย่อยตามลำดับ
นางสาวธัญญลักษณ์ กล่าวว่า แม้ว่าตัวเลขเอ็นพีแอลจะยังไม่สะท้อนมาก เพราะยังอยู่ในช่วงมาตรการผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้ของธปท.ก็ตาม สำหรับกลุ่มธุรกิจที่เปราะบางนั้น ภาครัฐคงมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม อาทิ Asset Warehousing เพียงแต่อาจไม่เร็ว เพราะยังต้องรอรายละเอียดในหลายประเด็น ขณะที่หากมีสัญญาณปัญหาการชำระหนี้ แนะนำให้รีบคุยกับสถาบันการเงิน โดยไม่ต้องรอให้เป็นเอ็นพีแอล

