หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ปรับเกณฑ์...

ธปท.ปรับเกณฑ์กำกับแบงก์รัฐตามพันธกิจเน้นผู้บริหารมีธรรมาภิบาล

23.08.16 | 13:59 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา “พลิกโฉม SFI กับภารกิจที่ตอบโจทย์และตรงจุด เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง” ว่า ขณะนี้ ธปท.ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เอสเอฟไอ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานการปฏิรูปของภาครัฐ เพราะมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจการเงินไทย เพราะมีสินทรัพย์รวมกว่า 5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวในระยะเวลา 7 ปี คิดเป็นกว่า 25% ของระบบการเงินไทย และมีสาขากว่า 2,500 สาขา ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนในกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เน้นบริการ เช่น กลุ่มประชาชนฐานราก กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (เอสเอสเอ็มอี) ที่ขาดหลักประกันหรือยังไม่มีหลักประกันทางการเงิน รวมทั้งมีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเงินด้วย


นายวิรไทกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันกำหนดกรอบการปฏิรูปเอสเอฟไอ ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่เป็นเจ้าของเอสเอฟไอแทนประชาชน ดูแลเรื่องความยั่งยืนของเอสเอฟไอ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับนโยบายการดำเนินการตามพันธกิจของรัฐหรือนโยบายอื่นๆ ที่ภาครัฐต้องการให้เอสเอฟไอมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ ขณะที่ ธปท.มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องความมั่นคงและกำกับดูแลให้การดำเนินงานของเอสเอฟไอเป็นไปตามมาตรฐานที่สถาบันการเงินพึงเป็น รวมทั้งเอสเอฟไอเองที่มีหน้าที่ดำเนินงานตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเอสเอฟไอ โดยหัวใจสำคัญที่สุดคือการมีผู้บริหารและพนักงานที่มีความมุ่งมั่นกับพันธกิจของเอสเอฟไอ มีการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาและมีวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการมองระยะยาวและสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

“ช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการนำเสนอเกณฑ์การกำกับดูแลเอสเอฟไอให้กระทรวงการคลัง 24 เรื่องให้พิจารณา ซึ่งกระทรวงการคลังได้ทยอยประกาศออกมา โดยล่าสุดได้ประกาศใช้ เรื่อง การประกาศงบการเงินของเอสเอฟไอเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีการดำเนินการตามพันธกิจตามนโยบายของรัฐหรือการที่รัฐให้เอสเอฟไอดำเนินการนอกเหนือจากพันธกิจหลัก ต้องมีกระบวนการชดเชยและเปิดเผยภาระที่เกิดขึ้นกับเอสเอฟไอ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งบการเงินงวดที่ 2 ของปีนี้” นายวิรไทกล่าว

นายวิรไท กล่าวว่า ฐานะทางการเงินของเอสเอฟไอโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ความสามารถในการทำกำไรยังใช้ได้ การขยายสินเชื่อได้ต่อเนื่อง ส่วนกรณีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่อเงินสำรองอยู่ในระดับใช้ได้ สามารถรองรับเอ็นพีแอลเกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม มีเอสเอฟไอ 1-2 แห่งที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ซึ่ง ธปท.ได้เข้าไปให้ความเห็นเรื่องแผนฟื้นกิจการเพื่อให้แน่ใจว่าหลังจากการฟื้นฟูกิจการแล้วเอสเอฟไอจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามพันธกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ

Advertisement

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ในงานสัมมนาวิชาการพลิกโฉม SFIs กับภารกิจที่ตอบโจทย์และตรงจุด ว่า การมอบหมายของกระทรวงการคลังให้ธปท.กำกับดูแลแบงก์รัฐนั้น ยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ยั่งยืน เพราะในมาตรา 120 พ.ร.บ.สถาบันการเงินนั้น กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องยินยอม ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้นจะยินยอมให้ ธปท.ดูแลต่อหรือไม่ ซึ่งมีความหวังว่าอาจต้องใช้อำนาจของ พ.ร.บ.กำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ คงรอดูว่าจะมีเรื่องนี้หรือไม่

นายสมชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการสรรหาผู้บริหารสูงสุดของแบงก์รัฐยังมีลักษณะเล่นพรรคเล่นพวก อำนาจการเมืองมาแทรกแซง และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผู้บริหารแบงก์รัฐและคณะกรรมการของธนาคารได้รับการกระซิบขอให้ลาออก ถ้าไม่ลาออกจะถูกกดดันจนต้องลาออกไป ดังนั้นต้องดูว่าในการกำกับดูแลนี้จะมีการใช้หลักธรรมาภิบาลให้มากน้อยแค่ไหน เพราะแบงก์รัฐเองยังถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือในการตอบสนองนโยบายของรัฐ ซึ่งหากป้องกันการแทรกแซงอย่างไม่มีธรรมาภิบาล ต้องมีกฎหมายที่เข้ามาดูแล และในการทำนโยบายต่างๆ ของรัฐควรต้องแยกบัญชีให้ชัดเจน

นายสมชัย กล่าวว่า ในอนาคตเทคโนโลยีและฟินเทคเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อแบงก์รัฐมากขึ้น ซึ่งต้องมีการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เทคโนโลยีมีข้อดีคือลดต้นทุนแบงก์รัฐลง แต่ทำให้เกิดการแข่งขันของธุรกิจการเงินที่รุนแรงขึ้น แบงก์รัฐจำเป็นต้องมีการดึงคนเก่งๆ ให้มาร่วมงาน และต้องปฏิรูปการทำงานไม่ใช้ระบบขั้นบันไดแบบข้าราชการ รวมถึงต้องปรับอัตราเงินเดือนของพนักงานให้ใกล้เคียงกับเอกชน เพื่อจูงใจให้คนเก่งมาทำงาน เพื่อประเทศชาติให้มากขึ้น