“RML” มั่นใจรักษาผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ชูกลยุทธ์รีแบรนด์ เน้นขายผ่านช่องออนไลน์

“RML” มั่นใจรักษาผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ชูกลยุทธ์รีแบรนด์ เน้นขายผ่านช่องออนไลน์

นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) (RML) เปิดเผยว่า แม้ทิศทางภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปี 64 มีปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว แต่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยแผนการดำเนินงานปีนี้ ประกอบด้วย การรีแบรนด์ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ให้เข้าถึงง่ายทันสมัย สอดรับกับการปรับวิสัยทัศน์ใหม่ของไรมอน แลนด์ ที่ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงสไตล์คนรุ่นใหม่ และทุกเจเนอเรชั่นที่มีกำลังซื้อของตลาดระดับบน ซึ่งการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะนำมาซึ่งมิติใหม่ของการดำเนินงาน ด้วยการพัฒนาคุณภาพคอนโดมิเนียมและบริการ นำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการทำงาน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

นายกรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทวางแผนส่งเสริมการขาย ด้วยการจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ และเน้นขายผ่านช่องทาง Online ด้วยกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับชมโครงการระดับลักซ์ชัวรี่ผ่านระบบ Online ก่อนตัดสินใจเข้าชมโครงการจริง เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อและเข้าถึงลูกค้าโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขายโครงการได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ ในซอยสุขุมวิท 38 ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนโครงการที่ 3 ระหว่างบริษัท กับ บริษัท โตเกียว ทาเทโมโนะ ส่วนโครงการอาคารสำนักงานเกรดเอ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคือ โครงการ วัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ (One City Centre – “OCC”) โดยโครงการนี้เป็นการร่วมทุนในสัดส่วน 60:40 ระหว่างบริษัท กับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย

นายกรณ์กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการปี 63 บริษัทมีรายได้รวม 3,171.5 ล้านบาท ลดลง 448.9 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,620.4 ล้านบาท หรือลดลง 12.4% สำหรับยอดขาย (Presales) 3,045.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำไว้ 2,909.0 ล้านบาท จำนวน 136.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.7% จากการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องในราคาพิเศษ ให้กับลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทย ตามนโยบายที่ต้องการมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้และรักษากระแสเงินสดในมือให้มีสถานะมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทนำยูนิตรอขายในโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมเข้าอยู่ อาทิ The River, The Diplomat 39, The Diplomat Sathorn, The Lofts Asoke และ The Lofts Silom เป็นต้น

นายกรณ์กล่าวว่า ส่วนผลประกอบการไตรมาส 4/63 บริษัทมีรายได้ 666.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167.1 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 499.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33.5% มียอดขาย (Presales) 588.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.5 ล้านบาท จากปีก่อน 517.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.6% เนื่องจากจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายของโครงการ The Lofts Silom ให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ในปี 63 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานตามงบการเงินรวม 724.4 ล้านบาท ลดลง 784.3 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 59.9 ล้านบาทในปีก่อน โดยคิดเป็นขาดทุนสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ  0.172  บาทต่อหุ้น โดยผลขาดทุนที่สูงกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการบันทึกผลขาดทุนรวม 250.2 ล้านบาท จากการขายที่ดินในซอยสุขุมวิท 19 ซึ่งเดิมที่ดินแปลงนี้อยู่ในระหว่างการขอ EIA เพื่อก่อสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งผลกระทบของโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดชะงักทั่วโลกและคาดว่าจะยังไม่ฟื้นตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทจึงตัดสินใจที่จะขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัท ทั้งนี้หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว บริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิในปีนี้ 474.2 ล้านบาท

“บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 อยู่ที่ 6,565.2 ล้านบาท รวมทั้งหมด 7 โครงการ ได้แก่ โครงการ Tait12 39.2%, โครงการ The Estelle Phrom Phong 34%, โครงการ The Lofts Silom 15.6 %, โครงการ The Lofts Ratchathewi 9.8%, รวมจากโครงการ The Lofts Asoke, The River และ Unixx South Pattaya 1.4%.”นายกรณ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon