หน้าแรก เศรษฐกิจ หมออนันต์ชัย ...

หมออนันต์ชัย ประกาศนโยบาย แคนนาบิสวีค ครั้งแรกประวัติศาสตร์ หนุนคนไทยปลูกพืชศก.ใหม่

5.03.21 | 16:20 น.

หมออนันต์ชัย ประกาศนโยบาย แคนนาบิสวีค ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งเสริมคนไทยปลูกพืชศก.ใหม่

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในงาน “กัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ กล่าวบนเวทีสัมมนาใหญ่ภายในหัวข้อ “กฎหมายยาเสพติดกับอนาคตประเทศไทย” โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยายเป็นจำนวนมาก


ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า เริ่มต้นจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง เดินหน้าแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ยาเสพติดในประเทศไทย เพื่อใช้กัญชาทางการแพทย์และสร้างพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน หลายคนบอกว่านโยบายหลอกลวง แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าราคาของช่อดอกกัญชาที่ยังเป็นยาเสพติดอยู่ ที่มีสารซีบีดี(CBD) มากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ สูงถึงกิโลกรัมละ 45,000 บาท

ฉะนั้น วันนี้มันเป็นความจริงแล้ว ภายใต้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 ที่เป็นฉบับเดิม ขณะนี้ ภาครัฐบาลเองก็พยายามขับเคลื่อนและผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 8 เพื่อให้ผู้ป่วยปลูกกัญชาได้เองที่บ้าน โดยผ่านการอนุญาตจากแพทย์

“วันนี้เราขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์มาจนถึงความสำเร็จแล้ว ตนคิดว่าจะสำเร็จมากขึ้นไปอีกโดยต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน ปัจจุบันเราใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 7 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.2562 ผ่านมา 2 ปีเต็ม เรายังเหลือเวลาอีก 3 ปีตามบทเฉพาะกาล ว่าให้ประเทศไทยพัฒนายา ใช้ความรู้พัฒนาทุกอย่างทางการแพทย์ เศรษฐกิจให้เป็นจริงให้ได้ เพราะหากเกิน 3 ปีข้างหน้า ต่างชาติจะเข้ามาธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ” ดร.ภก.อนันต์ชัย

Advertisement

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.2563 ประเทศไทยปลดล็อกส่วนของพืชกัญชา กัญชงทุกส่วนยกเว้นช่อดอก ออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หลังจากนั้นร้านอาหารก็นำใบ ส่วนอื่นๆ ของกัญชามาประกอบอาหาร ประชาชนได้ใช้ประโยชน์

ตนคิดว่าภาพของนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ยังเหลืออีกเล็กน้อย คือ ความชัดเจนด้านความร่วมมือร่วมกันทุกภาคส่วน เพราะนโยบายดังกล่าวถูกบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของประเทศไทย ส่วนกรณีที่หลายคนพูดว่านโยบายดังกล่าวเอื้อกับนายทุน ตนขอย้ำว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนไทยในประเทศทุกคนที่มีความพร้อมคว้าโอกาสไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาฯ สัปดาห์หน้า จะมีการมอบนโยบาย ให้สำนักงานสาธารณสุข(สสจ.) ทุกจังหวัด สำรวจความต้องการปลูกกัญชา เรียกว่า แคนนาบิสวีค (Cannabis week) เพื่อให้ประชาชนร่วมมือกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เลือกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ในแต่ละจังหวัด จับมือกันเพื่อขออนุญาตปลูก นับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนด้านการปลูกกัญชามากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

“ผมย้ำชัดว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันทุกท่านปลูกได้ ยกเว้นอาชญากรก็จะขออนุญาตปลูกไม่ได้ นโยบายนี้ทำเพื่อคนไทยทุกคนมีสิทธิปลูกได้ โดยตามพ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 7 หน่วยย่อยเล็กที่สุดของรัฐในการกำกับการปลูก คือ วิสาหกิจชุมชน หมายถึงคน 7 คนขึ้นไปมารวมตัวกันเพื่อปลูก เพราะรัฐยังไม่สามารถคุมคน 1 คนได้ แต่หากเป็น พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 8 ที่กำลังแก้ไขขณะนี้ เป็นการคุมคนเดียว ในระดับย่อยที่สุด ซึ่งหมายถึงผู้ป่วยที่ไปขออนุญาตอย่างถูกกฎหมาย” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมียาเกือบ 30 ตำรับที่มีส่วนประกอบจากกัญชา และมี 7 ตำรับที่ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อจ่ายยาให้กับผู้ป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ดังนั้น สิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ปลดล็อกการใช้ส่วนของพืชกัญชา เช่น ใบ กิ่ง ก้าน ราก ลำต้น ไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ปัจจุบันมีความแพร่หลายอย่างมาก แต่เรายังเห็นความไม่พร้อมของสังคม คือ หากมีการพูดถึงกัญชา ก็จะมาพร้อมคำว่า เดินยิ้ม แต่จริงๆ เป็นการยิ้มให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่ได้ยิ้มเพราะเราเมากัญชา

“เขาดูถูกพวกเราว่าไม่รู้ แต่เขาต่างหากที่ไม่รู้ ว่าเวลาเสพอะไรแล้วจะเมาหรือไม่ เพราะส่วนของพืชกัญชาที่มีสารทีเอชซี(THC) ที่ทำให้เมาจะอยู่ในช่อดอกและใบรองดอก ซึ่งส่วนอื่นๆ จะไม่มีสารชนิดนี้ การนำใบทำชากัญชาด้วยความร้อนที่พอดี ไม่ทำให้รู้สึกเมา

ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ ปรับให้สังคมไทยมีความพร้อมมากกว่านี้ เพราะสุดท้ายการปลดล็อกกัญชาจะอยู่ในอีกขั้นตอนหนึ่ง วันนี้ไทยใช้ในการแพทย์ แต่บางประเทศใช้เพื่อสันทนาการ มีบางคนบอกว่าปลดไม่จริง เสรีไม่จริง แต่วันนี้ทุกคนปลูกได้หมดแล้วแต่ต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า เมื่อเริ่มต้นเดินหน้านโยบาย หากห้ามปลูก100% คนจะหนีไปใช้กัญชาที่อยู่ใต้ดิน หากโชคดีก็จะได้ยาได้ แต่หากโชคร้ายก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพซึ่งเป็นความเสี่ยงกับผู้ใช้ยา และเมื่อเราดึงกัญชาขึ้นมาบนดิน ความเสี่ยงก็ลดลง ดังนั้น เราต้องหาจุดสมดุลว่าเปิดแค่ไหนแล้วพอดี แต่คงยังไม่สามารถเสรีถึงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ได้

และที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ห้าม จับปรับมาตลอด เป็นการจัดการยาเสพติดที่ล้มเหลว แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จของนโยบายกัญชาในประเทศไทย ในระยะเวลาตลอด 40 ปีที่กัญชาถูกจองจำและได้รับการปลดล็อกใน 1 ปี ที่ผ่าน พบว่าปัจจัยของคนไทยคือการปรับตัวและความรอบรู้ด้านสุขภาพดีที่สุดในโลก

“ส่วนการปลดล็อกกัญชาเพื่อสันทนาการ ประเทศไทยเองก็ยังไม่พร้อม เพราะประชาชนบางส่วนก็ยังมีความกังวล ดังนั้น ผมขอเวลาอีก 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อม ทำให้คนไทยทุกคนเห็นในมุมเดียวกันว่า เรากำลังไปสู่การใช้กัญชาอย่างชาญฉลาดแบบผู้รู้ ไม่ใช่แบบผู้ร้ายเช่นเมื่อก่อน

คนไทยฉลาดในการใช้กัญชามานานมาก ตลอด 40 ปีที่ถูกจองจำหากเราทำถูกกฎหมายทั้งหมด วันนี้เราจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ปลูกเลย โดยใน พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 7 เปิดนิรโทษกรรมสายพันธุ์กัญชากว่าร้อยพันธุ์ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนทางกฎหมายกัญชาเร็วที่สุดในโลก แต่ก็ยังต้องรออีกเล็กน้อยเพื่อความพร้อมของทุกคนในประเทศ” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า เมื่อขออนุญาตปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ยาเสพติดแล้ว สิ่งสุดท้ายคือ การขออนุญาตใช้ในผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม น้ำดื่มผสมสารซีบีดี แต่หากนำไปปรุงอาหารสุก ไม่ต้องขออนุญาต แต่หากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์วางขาย จะต้องขอเลขจาก อย. ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์

ดังนั้น ต้องไปดูว่าสินค้าที่เราทำขึ้นมาได้รับอนุญาตพ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์แล้วหรือไม่ เช่น หากจะนำไปทำเครื่องสำอาง ขณะนี้มีสิ่งที่ได้รับอนุญาตแล้ว คือ ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันเมล็ดกัญชง แต่หลังจากนี้ อย. ก็จะเร่งอนุญาตออกมาต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า กฎหมายของแต่ละประเทศในการเข้าถึงกัญชา ประเทศไทยเดินมาถึงขั้นตอนปลูกเพื่อการแพทย์แล้ว และเมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 วัตถุประสงค์ปลูกเพื่อรักษาตนเอง เป็นสิ่งที่เรากำลังจะเคลื่อนไป และสุดท้ายที่จะสามารถปลดล็อกได้คือ การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ แต่ยังเป็นเรื่องที่ยาก เพราะกฎหมายที่ออกมาจะต้องบังคับใช้กับทุกคนในประเทศไทย ดังนั้น ต้องรับฟังจากความคิดเห็นจากทุกฝ่าย

ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นๆ ใช้เวลากว่า 10 ปีนี้การขับเคลื่อนนโยบายกัญชา ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยเฉพาะในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีประเทศใดที่เข้าถึงกัญชาได้เท่าประเทศไทย แต่การที่เราจะส่งสินค้ากัญชาไปขายต่างประเทศ ก็จะต้องเป็นประเทศที่มีกฎหมายรองรับการใช้ด้วย

ดังนั้น ประเทศไทยต้องเป็นต้นแบบในเรื่องนี้ ขับเคลื่อนให้ประเทศต่างๆ เห็นถึงประโยชน์จากการใช้กัญชา สอดคล้องกันที่ว่า หากเราใช้เพื่อสันทนาการเร็วเกินไป ก็อาจเกิดผลเสียกลับมาที่เราเช่นกัน