สุพัฒนพงษ์ ชี้ ศก.ไทยหมดยุคกินบุญเก่า พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่

สุพัฒนพงษ์ ชี้ ศก.ไทยหมดยุคกินบุญเก่า พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่

ในงานสัมมนา THE STANDARD WEALTH FORUM: Catch the Next Curve โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พูดคุยในหัวข้อ Where is the New S-Curve โอกาสสุดท้ายของประเทศไทย เราจะดึงดูดนักลงทุนอย่างไร

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยหมดบุญเก่ามานานแล้ว เมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในระดับต่ำมาอย่างยาวนาน ในระดับ 2-3% รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในปีที่ 3 ของการบริหารงาน ทั้งถนน ระบบราง ท่อก๊าซ รวมไปถึงโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีด้วย

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-curve) ของประเทศไทย หลังจากวิกฤตของโรคโควิด-19 ประกอบไปด้วย 4 ดี คือ 1.Digitization อุตสาหกรรมดิจิทัล ที่ตอนนี้ประเทศไทยเริ่มมีการใช้ 5จีแล้ว ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการคลาวด์เซอร์วิซ ดาต้าเซนเตอร์ รวมไปถึงระบบเอไอด้วย เพื่อที่จะรองรับการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ซึ่งดาต้าเซนเตอร์ต้องมีตั้งอยู่ในประเทศ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ถ้าไปตั้งอยู่นอกประเทศ การรับส่งข้อมูลจะช้ากว่า

2.Decarbonization ทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตก มีการประกาศลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ เป็นโอกาสของประเทศไทยที่เรามีทั้ง พลังงานแสงอาทิตย์, ลม, น้ำ, ชีวมวล 3.Derisk หลายประเทศกลัวการระบาดของโรค ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร อย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการผลิตอาหารเพื่อการส่งออก โดยไปดูจีดีพีในส่วนของการผลิตอาหารมีตัวเลขที่เติบโตสูง

ยังมีอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขไทยมีการบริหารจัดการได้อย่างดีเยี่ยม มีวิธีการรับมือโรคระบาดเป็นต้นแบบของหลายๆประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ในการมาพักอาศัยและการใช้ชีวิต หลายประเทศพร้อมให้คนในชาติของตัวเองมาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย 4.Decentralization ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการผลิต เป็นผลมาจากเรื่องสงครามการค้า หลายกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศจีน เริ่มขยายฐานการผลิตแหล่งที่2 เข้ามาในภูมิภาคอาเซียน

เมื่อ 4ดี มาบรรจบพร้อมๆกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีการสร้างแล้วเสร็จ ทำให้มีตัวเลขการยื่นขอใช้สิทธิส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สูงขึ้นกว่าเดิม ในปี 2563 ที่เกิดโรคโควิด-19มีจำนวน 1,700 กว่าคำขอ มากกว่าปีปกติก่อนๆอยู่ที่ 1,200 กว่าคำขอ เมื่อโอกาสมาถึงขนาดนี้ เทียบได้กับตอนฝนตก จะเอากระบวยไปตั้งหรือจะเอาตุ่มไปตั้ง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เมืองกาญจน์ ดันแหล่งน้ำใต้ดิน ‘บ่อพลอย-ห้วยกระเจา’ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ผลิตน้ำดื่มเพื่อประชาชน
บทความถัดไป2 หนุ่มขับออฟโรดลากจูงกัน เกิดฝากระโปรงหน้ารถคันแรกเปิด ทำเสียหลักพลิกคว่ำ