นายอมร ทองธิว กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี2564 บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ภายใต้แผนธุรกิจปี 2564 “Customer Centric : องค์รวมประสบการณ์ แห่งการเป็นอันดับ 1 ในใจลูกค้าตลอดกาล เป็นผลมาจากความชัดเจนในนโยบายของบริษัท ว่า วิริยะประกันภัย มองเรื่อง Customer Centric เป็นหลัก ไม่ได้มองเรื่องยอดขาย ไม่ได้มองว่าจะบุกตลาดอะไรอย่างไร และที่สำคัญ Philosophy ที่วิริยะประกันภัยใช้มาตลอด คือ ทำหน้าที่บริการ เป็นหลักประกันสังคม ทำบริการให้ดี ลูกค้าพึงพอใจส่งต่อความพึงพอใจ ลูกค้าบอกต่อเป็น Word of Mouth การใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์ Customer Centric
นายอมร กล่าวต่อว่า แม้จะมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ทิ้งคน ซึ่งในเครือข่าย 76 จังหวัด มีบุคลากรกว่า 6,500 คน พนักงานเคลมสินไหมกว่า 2,000 คน มองเป็นจุดแข็ง Touch Point ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ต้องเพิ่มศักยภาพ ติดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อสามารถบริการลูกค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทพัฒนาเทคโนโลยี โดยเลือก Oracle และ MuleSoft กำหนดเป็นแผนงาน 5 ปี สาระสำคัญ คือ ปรับสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แพลตฟอร์มก่อนหน้าและกำลังทำ เกิดการเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว ที่คิกออฟแล้วคือโครงการ Project Oracle ERP คอนเซ็ปต์ Viriyah One Finance and Accounting “ VFin” เชื่อมโยงระบบการเงิน บัญชี ทำให้การจ่ายสินไหมทดแทนรวดเร็วขึ้น เมื่อสิ้นสุดแผน 5 ปีแล้ว จะเป็น Total Experience องค์รวมประสบการณ์ สู่กระบวนยุทธบริหารประสบการณ์ลูกค้า
นายอมร กล่าวต่อว่า ปี2563 ที่เกิดวิกฤตโควิด-19 บริษัทได้ปรับกระบวนธุรกิจ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ประกันภัย เพื่อให้สอดรับความเป็นจริงของรายได้ ผู้คนที่ลดลง ผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป อาทิ คนเริ่มใช้รถน้อยลง วิริยะประกันภัย จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ ตามการใช้งานและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ “โควิด-19 ชิลด์” สร้างยอดขายเกือบ 2 ล้านกรมธรรม์ อีกทั้งมีการพัฒนา 3 ด้านหลัก คือ เทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลจากลูกค้า เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อทางธุรกิจกับคู่ค้า และเทคโนโลยีเพื่อบริการสินไหมทดแทน จึงทำให้ผลประกอบการที่พอใจ ด้วยเบี้ยรับรวมกว่า 38,143 ล้านบาท แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 33,315 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 4,827 ล้านบาท
“ขณะที่ความมั่นคงของบริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เช่นเดียวกัน วิริยะประกันภัยยังมีฐานะการเงินที่เข็มแข็ง มีสินทรัพย์ 76,149 ล้านบาท มีเงินกองทุน 41,219 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนอยู่ที่ 224.70% สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กฏหมายกำหนดไว้ที่ 120% ”
นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงตลาดประกันภัยรถยนต์ว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงทั้งระบบ ย่อมส่งผลให้กรมธรรม์ประกันภัยรถใหม่หรือรถป้ายแดงลดลง บริษัทต้องดูแลลูกค้าเก่า โดยอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ประกันรถยนต์ของวิริยะยังอยู่สูงกว่า 70% หัวใจสำคัญ คือ เน้นการบริการหลังการขาย การพัฒนางานดูแลเรื่องสินไหมทดแทน ล่าสุดพัฒนาจุดบริการให้ครอบคลุมทั่วไทยและเพิ่มศูนย์ตรวจสอบอุบัติเหตุในพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของจังหวัด ปีนี้จะทำโครงการเผยแพร่ข้อมูลจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักระมัดระวังเมื่อขับผ่านจุดเสี่ยง และการเข้าช่วยแก้ไขปัญหาเพื่อลดอุบัติเหตุจราจรแล้ว จุดเสี่ยงนี้เรียกว่า “จุดรอตรวจสอบอุบัติเหตุ”โดยเช่าพื้นที่ในปั๊มน้ำมัน อีกแผนงานจะเริ่มปีนี้ คือ พัฒนาพนักงานที่เกี่ยวข้องด้านสินไหมทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุ พนักงานสรุปรายการความเสียหายจัดทำหลักสูตร“V-Shine” ให้พนักงานตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง
นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานการประกันภัยที่มิใช่รถยนต์ ว่า ปีที่ผ่านมาสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดเบี้ยประกันภัยรับตรง ด้าน Non-Motor เป็น 4.5% จากสัดส่วน 4.1% มีเบี้ยรับประกันภัย 4,827 ล้านบาท สามารถเพิ่มสัดส่วนงานประกันภัย Non-Motor ให้มีสัดส่วนที่ 12.65% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมของบริษัท จากปี 2562 อยู่ที่ 10.48% ตามนโยบายบริษัท ในส่วนการประกันภัย Non-Motor ด้านประกันภัยสุขภาพ เติบโตถึง 317.85% เนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยโควิด-19 “ประกันโควิด-19 ชีลด์” คอนเซ็ปต์ “คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย” แบบเหมาจ่าย
สำหรับเป้าหมายปี 2564 ด้านการประกันภัย Non-Motor จะขยายช่องทางการตลาดทางตรง เป็น 180 อัตราภายในสิ้นปี ทั้งการตลาดทางโทรศัพท์ และการตลาดประจำบูธต่างๆ เปิดตัว แบบ Soft Launch เพื่อช่วยลูกค้าได้วางแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับความคุ้มครอง และตรงตามความต้องการของลูกค้าโดยได้เริ่มการบริการ ให้กับ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น โรคทางเดินหายใจส่วนบนส่วนล่าง โรคหวัด หรือ การเกิดอุบัติเหตุ กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อแต่เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง โดยในปีนี้เรามีการวางแผนจะเปิดบริการให้กับกลุ่มที่สาม คือ กลุ่มโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพเฉพาะโรคมากขึ้น

