หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าไทย-จ...

หอการค้าไทย-จีน คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โต 2.5% ชี้ดูแลท่องเที่ยวด่วน พร้อมหนุนเปิด ปท.

11.03.21 | 18:19 น.

หอการค้าไทย-จีน คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โต 2.5% ชี้ดูแลท่องเที่ยวด่วน พร้อมสนับสนุนการเปิดประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยจีน ระหว่างวันที่ 18 – 26 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ความเห็น 60.4% มีความมั่นใจต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนจีนในไตรมาสที่ 2 /2564 ที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะประสบปัญหาจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ตั้งแต่ต้นปี 2563 ประกอบกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่วนคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2564 จะโตมากกว่า 8.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยจากการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยจีนที่จะฟื้นตัวมากขึ้น


“ปี 2564 เป็นปีที่ครบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และยังเป็นปีเริ่มต้นของการดำเนินงานแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568 ) และจากการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน เมื่อ วันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ยังได้กำหนดเป้าหมายหลักในแผนดังกล่าวโดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตมากกว่า 6 %และ สามารถสร้างงานกว่า 11 ล้านตำแหน่งในเขตเมือง และ 5 ปีข้างหน้าจีนจะยังคงส่งเสริมระบบพหุภาคี และจับมือกับพันธมติรทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันจึงเป็นสัญญาณที่บวกต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกซึ่งรวมถึงไทยอีกด้วย” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า รวมทั้งผลการสำรวจดัชนีเชื่อมั่นในไตรมาส 1และไตรมาส 2 ของปี 2564 เห็นแนวโน้มการขยายตัวทางการค้าไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนโดยเดือนมกราคม 2564 การค้าไทย-จีนมีมูลค่า 7,579 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัว 6.11% โดยไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่า 2,314 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.86%

Advertisement

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามผลสำรวจความเชื่อมั่นฯ 85.09% เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน โดยเห็นว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงสนับสนุนแนวทางการออกมาตรการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว และต้องการเข้ามาท่องเที่ยวและผักผ่อนในประเทศไทย โดยขอให้ภาครัฐบาลเร่งรัดการประกาศนโยบายออกมาให้ชัดเจน เพื่อผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะได้มีเวลาเตรียมตัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าวจะได้มีเวลาวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้า

นาย ชโยดม สรรพศรี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษาโครงการจัดทำดัชนีหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน พบว่า ผลสำรวจดัชนีฯ 49.8% คาดว่า เศรษฐกิจภาพรวมไทยตลอดทั้งปี 2564 ในภาพรวมน่าจะมากกว่า 2.5% ส่วนผลสำรวจกว่า 54.3% มองว่าการส่งออกจากไทยไปจีนจะเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และ51.3% คาดว่าการนำเข้าของไทยจากจีนเริ่มเห็นทิศทางการฟื้นตัว

นาย ชโยดม กล่าวว่า ขณะที่การลงทุนในไทยจากผลสำรวจ 81%ให้ความเห็นว่าแนวโน้มการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจีนมีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้าประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว รวมถึงการมีวัคซีนป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจีนได้เริ่มมีการฉีดให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายชโยดม กล่าวว่า จากการสำรวจ สำหรับธุรกิจรายสาขาที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี2564 ได้แก่ 1.ธุรกิจออนไลน์ 2.ธุรกิจพืชผลการเกษตร 3.ธุรกิจโลจิสติกส์ 4.ธุรกิจบริการสุขภาพ และ 5.ธุรกิจเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูลยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยใน 5 ด้าน 1.ประกอบไปด้วยการระบาดอย่างต่อเนื่องของโรคระบาดใหม่โควิด-19 ที่ต่อเนื่อง ไปจนถึงปี 2565 2.ปัญหาที่เกิดจากเสถียรภาพทางการเมือง 3.โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำต่อเนื่อง 4.หนี้ภาครัฐและหนี้ภาคครัวเรือน และ5.ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโควิด-19

นาย ชโยดม กล่าวว่าตามความเห็น 82.4% ของผู้ตอบคำถามเห็นด้วยว่าการฉีดวัคซีนจะมีส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และ52.8% เห็นด้วยว่าหากต่างชาติได้รับการฉีดวัคซีนแล้วสามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้โดยไม่ต้องรับการกักตัว ส่วนการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ผู้ให้ข้อมูล 47.9%ประเมินว่าไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่ 37.2% คิดว่าจะส่งผลทางบวกต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนผลสำรวจเรื่องค่าเงินบาทนั้น ผลสำรวจ 30.8-2% คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะเคลื่อนไหวระหว่าง 29.70-30.22 บาทต่อเหรียญสหรัฐอเมริกา