ผุด “Sandbox” โมเดลเที่ยวไทย-ไร้กักตัว

ผุด “Sandbox” โมเดลเที่ยวไทย-ไร้กักตัว

รัฐบาลได้กำหนดไทม์ไลน์การเปิดประเทศที่ชัดเจน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ซึ่งจะเป็นการเปิดประเทศให้ต่างชาติมาไทยได้แบบเสรี ไม่ต้องกักตัวแต่อย่างใด เพราะประเมินแล้วเชื่อว่าในไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2564) ปีนี้ น่าจะมีผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จำนวนที่สูงมากพอ

แต่จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ที่ภาคเอกชนท่องเที่ยวได้รับผลกระทบตั้งแต่รอบแรก ช่วงต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

ผู้ประกอบการก็ประสานเสียงกันมาว่า หากต้องให้รอจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม ซึ่งใช้เวลาอีก 6-7 เดือนนั้น น่าจะอยู่กันไม่ไหว เพราะในช่วงระยะก่อนถึงเดือนที่จะเปิดประเทศได้ ก็ยังไม่เห็นว่ามีปัจจัยบวกอะไรเข้ามาสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศ ให้ฟื้นตัวดีขึ้นได้บ้าง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทำโมเดลรับต่างชาติในหลายรูปแบบ ทยอยเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศก่อน อาทิ แอเรียควอรันทีน วิลล่าควอรันทีน และแซนด์บ็อกซ์

โดยเฉพาะ “แซนด์บ็อกซ์” ที่เป็นโมเดลใหม่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นการจับคู่ประเทศท่องเที่ยวระหว่างกัน หรือแทรเวลบับเบิล (Travel Bubble) ที่มีแนวคิดออกมาในช่วงปีก่อนหน้านี้ แต่อาจออกมาเร็วเกินไป จึงยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่มากเพียงพอ
แต่ขณะนี้เชื่อว่ามีความพร้อมและความจำเป็นในการทำเพิ่มมากขึ้น โดยการจับคู่เที่ยวระหว่างกันนั้น จะเป็นรูปแบบระหว่างเมืองต่อเมือง ต้องเลือกเมืองที่มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสเป็นสัดส่วนใหญ่ของพลเมืองรวมในจังหวัดนั้นๆ

เรียกว่า เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงและมีความเสี่ยงต่ำ
รวมถึงการเลือกจังหวัดหรือพื้นที่ในการรองรับต่างชาติเหล่านี้ จะต้องสัมพันธ์กับจำนวนวัคซีนที่ประชากรในพื้นที่นั้นๆ ได้รับ
ประเมินเบื้องต้น มีความเป็นไปได้สูง ที่จะเริ่มโมเดลนี้กับตลาดนักท่องเที่ยวจีนก่อน เพราะมีความต้องการ (ดีมานด์) เข้ามาเที่ยวไทย ในจำนวนที่สูงอย่างต่อเนื่อง

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะนำโมเดลแซนด์บ็อกซ์ เสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พิจารณาในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ถึงหลักการและรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้พิจารณาอนุมัติต่อไป

หลักในข้อปฏิบัติของแซนด์บ็อกซ์ในการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาคือ จะไม่มีการกักตัวแล้ว ไม่ว่าจะกี่วันก็ตามแต่ โดยจะอนุญาตให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในจังหวัดที่พื้นที่ที่กำหนดให้รองรับไว้

แต่จะไม่อนุญาตให้เดินทางออกนอกพื้นที่หรือจังหวัดดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในการกระจายเชื้อไวรัสที่อาจเกิดขึ้น
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯคาดหวังว่าจะเริ่มใช้โมเดลแซนด์บ็อกซ์ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ นำร่อง จ.ภูเก็ต ก่อน

ภายใต้เงื่อนไขต้องฉีดวัคซีนให้แก่ประชากร 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในพื้นที่ หรือคิดเป็นจำนวน 900,000 โดส แก่ประชากร 450,000 คน

กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้หารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่องขอวัคซีนแก่ประชากรทั้ง 3 จังหวัดฝั่งอันดามันรวม 3 ล้านโดส ก่อนที่รัฐบาลจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางเข้าไทยแบบไม่ต้องกักตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป
ตามไทม์ไลน์ที่รัฐบาลได้ประกาศไปแล้ว เบื้องต้นได้รับการตอบรับที่ดี แต่ยังต้องพิจารณาอนุมัติเข้ามาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังได้นำแนวคิดการใช้โมเดลแซนด์บ็อกซ์ หารือร่วมกับตัวแทนภาครัฐและเอกชนฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี เนื่องจากถือเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้รวมกันมากถึง 6 แสนล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 5 ของรายได้รวมการท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2562 ซึ่งสร้างรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท

จากจำนวนรายได้ของแต่ละจังหวัดที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ที่หายไปกว่า 100% ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวกินสัดส่วนรายได้ขนาดใหญ่ในผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี ไทย
เป็นภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานจำนวนมาก ทำให้ ททท.ประเมินว่า เพื่อให้สามารถทำรายได้ท่องเที่ยวสนับสนุนให้จีดีพีไทยเติบโต 4% จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการเปิดรับต่างชาติก่อนในระยะใกล้ๆ นี้ ผ่านรูปแบบโครงการของรัฐบาลต่างๆ เพื่อทยอยเปิดประเทศ เป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในภาพรวมให้กลับมาฟื้นตัวในช่วงก่อนเปิดประเทศเต็มรูปแบบที่กำหนดไว้ หรือเป็นการกระตุ้นอารมณ์ในแรกเริ่มก่อน

เพราะจากการประเมินสภาวะในขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จึงมองว่าหากไม่สามารถดึงนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกามาได้ในช่วงไฮซีซั่นฤดูหนาวปลายปีนี้ อาจต้องรอนานถึง 1 ปี

ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.ต้องบริหารความเสี่ยงในช่วงโลว์ซีซั่นฤดูร้อนปีนี้ ด้วยการทยอยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาก่อนผ่านโมเดลแซนด์บ็อกซ์ เข้าสู่พื้นที่เป้าหมายปัจจุบัน 6 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และชลบุรี เพื่อสร้างบรรยากาศและแรงส่งที่ดีไปยังช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงสูงสุด (พีก) ในการเข้ามาท่องเที่ยวของต่างชาติแล้วโดยที่จริงแล้ว การเปิดประเทศรับต่างชาติ แม้จะกำหนดการเปิดที่ชัดเจนแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หลังจากเปิดในเดือนตุลาคมนี้ จะมีต่างชาติเข้ามาแบบพรวดเดียวทะลักล้นอย่างทันทีทันใด

จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและผ่อนคลายให้กับทั้งต่างชาติ และคนในประเทศเองเกิดความมั่นใจด้วยเช่นกัน ว่า
เมื่อเปิดเข้ามาแล้ว จะไม่มีการระบาดซ้ำซ้อนเกิดขึ้นอีก

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯยังคงตั้งเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวรวมในปีนี้ อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท

หากเปิดรับต่างชาติได้ตามโมเดลต่างๆ ที่มีอยู่ จะดันให้รายได้รวมแตะถึงเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon