นายโชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะขึ้นไปแตะระดับที่ 1,600 จุด เนื่องจากกระแสเงินทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้าแม้จะเริ่มลดลงจากช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2559 คาดว่าจะโตดีถึง 20% โดยในไตรมาส 3-4 ของปีนี้จะเห็นกำไรบริษัทจดทะเบียนโตดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2559 ผลจากกลุ่มพลังงานเริ่มมีกำไรดีขึ้น อีกทั้งช่วงปลายปีจะมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(อาร์เอ็มเอฟ) แต่ปัจจัยลบคือธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนธันวาคม การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ผลการเลือกตั้งอาจทำให้ตลาดผิดหวังและกองทุนต่างประเทศต้องสรุปผลการดำเนินงานในช่วงปลายปี ทำให้บางช่วงตลาดหุ้นไทยเงียบเหงาและปรับฐานลงมาที่ระดับ 1,480 จุดได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจในประเทศไทยถือว่าเริ่มสดใสขึ้น หลังการส่งออกเริ่มทรงตัวและการบริโภคเริ่มกลับมา แต่ภาคการท่องเที่ยวจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยลงขณะที่การลงทุนภาครัฐช้ากว่าที่คาดมาก ดังนั้น จึงเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอาหาร กลุ่มขนส่งและพาณิชย์ ที่ได้รับอานิสงค์จากการบริโภคที่ดีขึ้นโดยควรเลือกหุ้นรายตัวที่มีความผันผวนต่ำรวมทั้งให้อัตราการจ่ายปันผลดีกว่าตลาดที่ 3% ต่อปี นอกจากนี้ คาดว่าในปี 2560-2561 กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 11-12%
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลังอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนเริ่มโยกเงินลงทุนจากฝากออมทรัพย์มาลงทุนในกองตราสารหนี้และกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าแม้จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น อีกทั้งกองทุนเหล่านี้ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราการจ่ายปันผลของตลท. ที่อยู่ในระดับประมาณ 3% โดยในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะเปิดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ผันผวนต่ำ โดยนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 ปี และมั่นใจว่ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร(เอยูเอ็ม) ปี 2559 จะโต 20% หรือทำได้ 2 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท

