“ศิริปันนากรุ๊ป” ทุนภูธร บุกเมืองกรุงลุยโครงการคอนโดฯโลว์ไรส์  เผยกระแสตอบรับดี

“ศิริปันนากรุ๊ป” ทุนภูธร บุกเมืองกรุงลุยโครงการคอนโดฯโลว์ไรส์  เผยกระแสตอบรับดี

นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอกภูมิทรัพย์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ในเครือศิริปันนากรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายพอร์ตการลงทุนจากธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาลงทุนตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวโครงการ ONEDER KASET (วันเดอร์ เกษตร) ยูนีกพรีเมียมคอนโดฯบนที่ดินกว่า 4 ไร่ ในทำเลทองย่านงามวงศ์วาน มูลค่าโครงการกว่า 1,400 ล้านบาท ออกแบบเป็นอาคารโลว์ไรส์ 8 ชั้นทั้งหมด 3 อาคาร มีจำนวนห้องชุดรวม 585 ยูนิต โดยเริ่มเปิดรอบ VVIP ไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา (2563) ได้รับกระแสการตอบรับค่อนข้างดี มียอดจองเข้ามาแล้วกว่า 40% ในช่วง 2 เดือนแรก ซึ่งถือว่าสวนกระแสตลาดคอนโดฯที่อยู่ในช่วงขาลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19

“เดิมครอบครัวกิจจาพิพัฒน์ทำธุรกิจโรงแรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่มากว่า 10 ปี ปัจจุบันมีโรงแรมที่บริหารอยู่ 3 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ออกแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานเวียงกุมกาม,โรงแรมศิริปันนา แกลอรี เชียงใหม่ และโรงแรมเอส ลอฟ เชียงใหม่ โดยในช่วงที่เกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 โรงแรมทั้ง 3 แห่งได้รับผลกระทบไปพอสมควร เพราะต้องปิดให้บริการตามคำสั่งของรัฐบาล ช่วงที่มีการประกาศล็อคดาวน์ประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน และเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา”นายศุภมิตรกล่าว

นายศุภมิตรกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังได้ลงทุนเปิดตัวคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 2 โครงการตั้งอยู่บนถนนมหิดล ตรงข้ามห้างสรรพสินค้า พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ ซึ่งตอนนี้ปิดการขายไปหมดแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดขายโครงการเอกลักษณ์ สันทราย โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยมสูง 3 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นกว่า 200 ตารางเมตร ราคา15 ล้านบาทขึ้นไป

ส่วนสาเหตุที่ขยายฐานการลงทุนเข้ามาในกรุงเทพฯ นายศุภมิตรกล่าวว่า บริษัทต้องการขยายพอร์ตการลงทุนของกลุ่มศิริปันนากรุ๊ปให้กว้างขึ้นและสร้างฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยมองว่ากรุงเทพฯมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งอายุและอาชีพ เมื่อเทียบกับฐานลูกค้าในต่างจังหวัดที่มีจำกัด ขณะเดียวกันกรุงเทพฯยังเป็นเมืองหลวงและเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ มีจำนวนประชากรที่ใช้ชีวิตหมุนเวียนมากกว่าจังหวัดอื่นซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของการเข้ามาลงทุนโครงการ ONEDER KASET (วันเดอร์ เกษตร) ตั้งอยู่บนถนนงามวงศ์วานเป็นย่านชุมชนเมืองขนาดใหญ่ มีทั้งแหล่งงาน บ้านพักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และที่สำคัญยังอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายแดง บางซื่อ-รังสิต ที่เตรียมจะเปิดทดลองให้ประชาชนนั่งฟรีในเดือนกรกฏาคมนี้ ก่อนจะเปิดให้บริการจริงในเดือนพฤศจิกายน

นายศะภมิตรกล่าวว่า ทั้งนี้โครงการอยู่ห่างจากสถานีบางเขนประมาณ 200 เมตรเท่านั้น และในอนาคตบนถนนงามวงศ์วานจะเกิดแนวเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) โดยมีจุดเริ่มต้นจากแยกแครายวิ่งไปตามถนนงามวงศ์วาน ผ่านแยกพงษ์เพชร แยกบางเขน และแยกเกษตร ดังนั้นลูกค้ากลุ่มหลักของโครงการฯจะเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ส่วนอีกกลุ่มจะป็นนักลงทุนเพื่อปล่อยเช่า เนื่องจากในรัศมีโดยรอบโครงการฯเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และโรงพยายาล มีทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต,นอร์ธปาร์ค,โรงพยาบาลวิภาวดี และศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะโดยมีราคาขายห้องชุดเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 9 หมื่นกว่าบาท ถือเป็นราคาที่ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับคอนโดฯที่อยู่ในย่านใกล้เคียงกัน ทำให้กลุ่มคนทำงานประจำหรืออาชีพอิสระที่มีรายได้ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไปสามารถซื้อและเป็นเจ้าของห้องชุดได้ง่าย

“ที่ดินแปลงนี้เดิมบริษทวางแผนจะพัฒนาเป็นคอนโดฯไฮไรส์ เพราะตำแหน่งที่ตั้งของโครงการอยู่ติดถนนใหญ่งามวงศ์วานสามารถพัฒนาเป็นตึกสูงได้ และที่สำคัญได้ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดอีไอเอเรียบร้อยแล้ว แต่บริษัทได้ปรับมาเป็นอาคารโลว์ไรส์แทน เพราะมองว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเรียลดีมานด์ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง หากพัฒนาเป็นตึกไฮไรส์อาจจะไม่ตอบโจทย์ของลูกค้ากลุ่มนี้”นายศุภมิตรกล่าว

นายศุภมิตรกล่าวว่า บริษัทต้องการสร้างดีเอ็นเอของแบรนด์ศิริปันนาให้เป็นที่รู้จักของลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่มีจุดขายเกี่ยวกับพื้นที่สวนส่วนกลางขนาดใหญ่และความร่มรื่นของโครงการ ดังนั้นบริษัทฯจึงได้ปรับผังโครงการใหม่เป็นตึกโลว์ไรส์ 8 ชั้น และเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่เกือบ 2 ไร่ กระจายอยู่รอบโครงการ โดยเฉพาะพื้นที่สวนขนาด 1 ไร่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างอาคารทั้ง3ตึก

โครงการมีห้องชุดให้เลือกตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงถึง 3 แบบ โดยเฉพาะห้องชุดแบบสตูดิโอที่มีจำนวนห้องชุดมากที่สุด ขนาดพื้นที่ใช้สอย 21.50-25.35 ตารางเมตร ออกแบบฟังก์ชั่นมุมพักผ่อนแยกออกจากห้องครัวและห้องแต่งตัว นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 27.95-28.85 ตารางเมตร จัดวางตำแหน่งของห้องครัวให้อยู่ติดกับระเบียง เพื่อช่วยระบายอากาศ และห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน พลัส ซึ่งมีประมาณ 15% ของห้องชุดทั้งหมด ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35-36 ตารางเมตร มีพื้นที่ Multi-purpose ที่ปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนเล็กหรือห้องทำงานได้ ส่วนห้องน้ำสามารถเข้า-ออกได้จาก 2 ทาง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon