ศุลกากร แจงปม ได้สินค้าไม่ครบ เปิดช่องทางร้องเรียน ผ่านหน้าเว็บไซต์
นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ชี้แจง กรณีมีกระแสข่าวดราม่า ออนไลน์เกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรทางไปรษณีย์สิ่ง ของที่ส่งมาจากต่างประเทศ ในส่วนกระแสข่าวที่ผู้รับได้สินค้าไม่ครบ หรือการประเมินภาษีไม่เป็นธรรมนั้น
เป็นการขนส่งไปรษณีย์เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ต้นทางส่งไม่ครบ การแจ้งรายละเอียดสินค้าไม่ตรงกับจำนวน หรือราคาที่ส่ง เป็นต้น ซึ่งกรณีที่เป็นข่าวพบว่า สินค้าถูกส่งมาจากอเมริกา แต่มีการแวะพักประเทศทางอเมริกาใต้ ก่อนจะส่งมายังไทย โดยในเอกสารรายละเอียดแจ้งสินค้า 4 รายการ แต่เมื่อผู้รับเปิดกล่องพบสินค้ามี 4 รายการจริง แต่สินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง
“กรณีที่เกิดขึ้นเหมือนกรมศุลกากรโดนปรักปรำ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ จึงขอชี้แจง และจะเร่งปรับปรุงระบบให้เกิดวามโปร่งใสที่สุด โดยจะเพิ่มแนวทางปฏิบัติภายใน เพิ่มขั้นตอนการส่งมอบกับไปรษณีย์ไทย มีการแยกพื้นที่คัดแยกพัสดุให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น เพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดบริเวณคัดแยก และชี้แจงเหตุผลราคาประเมิน ไปยังผู้รับให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านหน้าเว็บไซต์กรมศุลกากรต่อไป” นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวว่า การขนส่งพัสดุระหว่างประเทศมี 2 รูปแบบคือ 1.การขนส่งโดยบริษัทเอกชน ที่มีราคาค่าส่งสูง มีประกันสินค้า ซึ่งมีการนำเข้าพัสดุมาในประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา ประมาณ 38 ล้านชิ้น 2.การขนส่งผ่านไปรษณีย์ ที่ขยายเพิ่มบริการขนส่งพัสดุ
โดยมีจำนวนที่นำเข้ามาในปี 2563 ประมาณ 5 ล้านชิ้น ส่วนที่เป็นปัญหาในเรื่องดังกล่าว ส่วนมากเกิดในกลุ่มการขนส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งเกิดจากที่ไม่มีการบังคับให้แจ้งรายละเอียดสินค้าก่อนบรรจุใส่หีบห่อแบบที่บริษัทขนส่งเอกชนทำ รวมทั้งรูปแบบการคิดค่าจัดส่งจากไปรษณีย์ประเทศต้นทางจะประเมินที่น้ำหนักของพัสดุเป็นหลัก
นายพชร กล่าวว่า สำหรับพัสดุที่ส่งมาถึงไทย แบ่งเป็น 3 แบบโดยวัดจากราคาของสินค้า คือ กลุ่มที่ 1 ราคาต่ำกว่า 1,500 บาทที่ไม่มีการเก็บภาษี กลุ่มที่ 2 ราคาตั้งแต่ 1,500บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 40,000 บาท และกลุ่มที่ 3 ราคาสูงกว่า 40,000 บาท เมื่อมีการตรวจสอบ และพบปัญหาว่ามีการแจ้งราคาสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือตรวจสอบพบว่าอาจจะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย
จึงมีการส่งให้ทางศุลกากรประเมิน โดยในขั้นตอนการประเมินนั้นจะมีกล้องวงจรตรวจสอบการทำงาน เมื่อทำการตรวจสอบและประเมินสินค้าเสร็จแล้วจึงทำการปิดผนึกหีบห่อ โดยการประเมินไม่ใช่จากดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการเปรียบเทียบราคาสินค้าจากสินค้าที่เหมือนกันที่เคยนำเข้ามา หรือราคาที่อยู่บนฉลากสินค้า หรือจากบนเว็บไซต์สินค้าทางการ
นายพชร กล่าวว่า ถ้าหากพบว่า มูลค่าสินค้าสูงกว่าที่แจ้ง แจ้งผิดประเภท หรือจำนวนสินค้าไม่ตรงกับที่แจ้ง ทางพนักงานศุลกากรก็จะออกในประเมินแจ้งเก็บภาษี (ใบเขียว) ให้กับผู้รับพัสดุ โดยหลังจากนี้จะปรับให้มีการแจ้งเหตุผลให้ชัดเจนประกอบในใบแจ้งด้วย แล้วจึงส่งพัสดุไปยังที่ทำการไปรษณีย์สาขาที่ใกล้ผู้รับที่สุด และส่งแจ้งไปยังผู้รับให้มาชำระภาษีอากรเพิ่มเติม
ซึ่งหากผู้รับไม่เห็นด้วย สามารถยื่นคำร้องขอให้ประเมินภาษีใหม่ได้ ทั้งนี้ หากไม่มาชำระเพื่อรับสินค้าภายใน 30 วัน หากเป็นสินค้าผิดกฎหมายจะถูกนำไปทำลาย แต่หากเป็นสินค้าทั่วไปจะถูกตีกลับไปยังประเทศต้นทาง
“กลุ่มที่เป็นปัญหาคือกลุ่มที่ราคา 1,500 – 40,000 บาท มีประมาณ 300,000 ชิ้น/ปี ส่วนใหญ่พบปัญหาการแจ้งราคาสินค้าและจำนวน ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีการอุทธรณ์ให้ประเมินราคาใหม่ ประมาณ 1% หรือ ประมาณ 3,000 ชิ้น ซึ่งหากมีหลักฐานแสดงการซื้อขายการชำระเงินประกอบคำร้อง กรมศุลกากรจะพิจารณาให้ความเป็นธรรม โดยมีผู้อุทธรณ์ผ่านและได้รับการปรับลดราคาจากราคาแรกที่กรมศุลกากรประเมิน ประมาณ 70% ของจำนวนผู้ยื่นอุทธรณ์ทั้งหมด” นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวว่า สถิติการนำเข้าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ในปีงบประมาณ 2563 มีทั้งหมด 4,817,355 หีบห่อ ลดลงจากปีงบประมาณ 2562 ที่มีทั้งหมด 5,989,619 หีบห่อ ขณะที่สถิติการจับกุมตรวจยึดสิ่งของผิดกฎหมาย ของส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ปีงบประมาณ 2563 มีดังนี้ ยาเสพติด จำนวน 214 ราย น้ำหนัก 978.92 กิโลกรัม มูลค่า 404,770,100 บาท วัตถุลามก จำนวน 356 ราย น้ำหนัก 1,077.87 กิโลกรัม มูลค่า 1,796,000 บาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 391 ราย น้ำหนัก 451.15 กิโลกรัม มูลค่า 257,300 บาท

