นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 51/2559 เรื่อง การดำเนินการกับของที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีและของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 สิงหาคม กำหนดให้รถยนต์ที่จัดเก็บในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และเขตประกอบการเสรีตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่อยู่เกินกว่า 2 ปีต้องนำออกจากเขตปลอดอากร เขตประกอบการเสรีเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรและชำระภาษีภายใน 90 วันหลังจากคำสั่งมีผลบังคับใช้ หากไม่นำออกไปให้ถือว่าเป็นของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรซึ่งขั้นตอนคืออาจนำไปขายทอดตลาด ประมูลประกวดราคา หรือทำลายกรณีที่หมดอายุไม่สามารถขายได้
นายกุลิศกล่าวว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ที่อยู่ในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีทั้งสิ้น 633 คัน มีมูลค่ารถรวม 600-700 ล้านบาท และมีมูลค่าทางภาษีอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อแยกตามประเภทการนำเข้าจากตัวแทนจำหน่าย 209 คัน มาจากผู้นำเข้าอิสระ 424 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถที่นำเข้ามาประมาณปี 2558 แต่ผู้ประกอบการไม่นำออกไปเพราะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนหลังค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในจำนวนรถยนต์ 633 คัน เป็นรถที่อยู่ในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีครบ 2 ปีแล้ว จำนวน 326 คัน มูลค่ารถยนต์รวม 319 ล้านบาท และมีมูลค่าทางภาษีอีก 599 ล้านบาท
“ตั้งแต่มีข่าวว่าจะออก ม.44 มาก่อนหน้า ทำให้มีผู้ประกอบการมานำรถออกไปจำนวนมากจาก 1,140 คัน เหลือ 633 คัน ภายในเวลาประมาณ 2 เดือน” นายกุลิศกล่าว และว่า ส่วนตัวประเมินว่าใน 90 วันหลังจากนี้ เป็นไปได้สูงว่าผู้นำเข้าจะรอให้รถกลุ่มนี้ขายทอดตลาด เพราะราคาขายทอดตลาดจะถูกกว่าการนำรถออกไปในขณะนี้ เนื่องจากราคาขายทอดตลาดสามารถรวมค่าเสื่อมได้และยังนำราคาปัจจุบันมาประกอบได้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของศุลกากร อย่างไรก็ตามจะมีรถยนต์หรือสิ่งของที่ครบกำหนด 2 ปี หลังคำสั่งบังคับใช้ได้ไม่นาน เช่น ครบ 2 ปีในวันที่ 26 สิงหาคม 2559 จะไม่ได้รับประโยชน์ 90 วัน ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมฯ สามารถขยายเวลาได้ตามสมควร หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อกำหนดวัน และคาดว่าการขยายเวลาอาจไม่เกิน 90 วัน
นายกุลิศกล่าวว่า นอกจากนี้ในคำสั่งนี้ยังยกเว้นภาษีตามประเภท 13 ภาค 4 ให้รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถไฟส่งสว่างและรถบรรทุก ที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.นำเข้ามาที่ท่าเรือแหลมฉบังเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2549 จำนวน 176 คัน และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 อีก 139 คัน เพราะเป็นยุทธภัณฑ์ที่ผู้นำของเข้ารับไว้ใช้ในราชการเพื่อการบรรเทาสาธารณภัย หากไม่ได้ออกคำสั่งครั้งนี้ กทม.ต้องจ่ายภาษีเกือบ 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการประเมินพบว่ารถดับเพลิงมีความพร้อมใช้งานมากถึง 80% อาจต้องซ่อมแซมบ้างเล็กน้อย
นายกุลิศกล่าวอีกว่า ในการขายทอดตลาดรถยนต์ครั้งต่อไป อาจได้เห็นจำนวนรถยนต์ที่ขายทอดตลาดมีจำนวนมากขึ้น แต่รายได้การจัดเก็บภาษีอาจไม่มากขึ้นนัก เพราะก่อนหน้านี้มีการปรับโครงสร้างภาษี รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะเข้ามาชดเชยกัน

