ที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมทิศทางตลาดข้าวไทยปี 2564 ระหว่างทีมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ กับคณะกรรมการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พร้อมประชุมระบบทางไกลกับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าทั่วโลก(ทูตพาณิชย์) และพาณิชย์จังหวัด 20 จังหวัด ว่า ตั้งเป้าหมายรวมกันผลักดันส่งออกข้าวปี 2564 ปริมาณ 6 ล้านตัน คาดมีมูลค่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าปี 2563 ที่ส่งออกได้ 5.7 ล้านตัน โดยแผนการตลาดเน้น 3 ตลาด คือ 1.ตลาดพรีเมียม ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ตั้งเป้าโต 4.8% ข้าวหอมไทย เป้าโต 5.2 % 2.ตลาดทั่วไป ข้าวขาวเป้าโต้ 4.7% ข้าวนึ่ง เป้าโต 4.9% 3.ตลาดเฉพาะ ข้าวเหนียว เป้าโต 3.6% ข้าวกล้องและข้าวสี เป้าโต 12.5%
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา ส่งออกข้าวไทยทำได้ดีในหลายตลาด โดยเฉพาะตลาดแคนาดา ทูตพาณิชย์ในโตรอนโต ประสบความสำเร็จในการเปิดเพิ่มตลาดข้าวไทย จากการใช้กลยุทธ์เพิ่มช่องทางขายผ่านออนไลน์ ตัวแทนค้าส่ง ทำประชาสัมพันธ์ข้าวไทยนำไปประยุกต์กับอาหารพื้นถิ่นของแคนาดาได้ จัดกิจกรรมสอนทำอาหาร ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ และมีน้ำตาลต่ำ เป็นต้น จึงทำให้ส่งออกข้าวไทย 80,000 ตันในปี 2562 เป็น 120,000 ตันในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 21%
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ได้กำหนด 6 มาตรการในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยปี 2564 ได้แก่ 1. กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสำนักงานในต่างประเทศทั่วโลก เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับข้าวไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ยึดใช้ Think Rice Think Thailand หรือถ้าคิดถึงข้าวต้องคิดถึงประเทศไทย ให้ทุกสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศทั่วโลก ใช้เป็นธีมทำประชาสัมพันธ์
2. เร่งรัดเปิดตลาดขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปีนี้เน้น 4 ตลาดใหญ่ คือ อินโดนีเซีย ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการให้กระทรวงพาณิชย์ทำเอ็มโอยูขายข้าวให้กับอินโดนีเซีย ต่อเนื่อง 4 ปี รวมไม่เกิน 4 ล้านตัน จะลงนามในเร็วๆนี้ ตลาดบังกลาเทศ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการทำจีทูจีกับบังคลาเทศ 5 ปี รวม 5 ล้านตัน ฟื้นตลาดอิรัก ซึ่งกำลังทำความเข้าใจเรื่อมาตรฐานข้าวขาว และผ่อนปรนเงื่อนไขที่ส่งข้าวไปอิรักต้องได้รับความเห็นชอบจากสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย ซึ่งอิรักไม่มีสถานทูตในไทย และตลาดจีนที่มีสัญญาเอ็มโอยูคงค้างอีก 3 แสนตัน
3. ในการเจรจาเอฟทีเอ ให้หยิบประเด็นขอให้ประเทศนั้นลดภาษีนำเข้าข้าวเป็นประเด็นในการเจรจา ทั้งเอฟทีเอไทย-เม็กซิโก ไทย-ยูเค เป็นต้น
4. จับมือร่วมกับกระทรวงอื่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดต้นทุนการส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
5. เร่งรัดขยายช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ออนไลน์ และจัดงานแบบไฮบริด
6. ร่วมมือแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ อาทิ จัดประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ข้าวหอม ข้าวพื้นนุ่ม และข้าวพื้นแข็ง เน้นตั้งแต่กระบวนการปลูก การสีแปร และรสชาติ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับพันธุ์ปัจจุบัน นำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์และขยายตลาดส่งออกต่อไป
” จะนำผลการหารือและเป้าหมายส่งออกข้าวในปี 2564 ไปเป็นวาระในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและะเอกชนด้านการพาณิชย์ ( กรอ.พาณิชย์) เพื่อได้ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานต่อเนื่อง ” นายจุรินทร์ กล่าว
ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนแรกปี 2564 มียอดส่งออกแล้ว 8 แสนตัน ซึ่งหากจะส่งออกได้ 6 ล้านตัน จากนี้ต้องส่งออกให้เกินเดือนละ 5 แสนตัน แต่จากติดตามสถานการณ์การส่งออกข้าวยังติดปัญหา เรื่องราคาต้นทุนข้าวสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งเกือบ 100 เหรียญต่อตันในชนิดข้าวเดียวกัน ผลจากภัยแล้งมีผลต่อปริมาณข้าวเปลือกลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางขนส่งยังสูง ประกอบกับผลผลิตในประเทศผู้ส่งออกหลัก เช่น อินเดีย ปากีสถาน หรือเวียดนาม ไม่ได้ลดลง

