“สุพัฒนพงษ์” กระตุ้นปชช.ดึงเงินออมจับจ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ดันจีดีพี ปี’64 ทะยาน 4%
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เวลา 09.30 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน จัดสัมมนา “ปี 2021 ประเทศไทยไปต่อ” นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ “พลิกโควิดเป็นโอกาส ประเทศไทยไปต่อ” ว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ใช่ไทยเพียงประเทศเดียวที่ได้รับผลกระทบ หรือมีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ลดลงหลายประเทศในโลกก็ประสบปัญหาเช่นกัน และบางประเทศติดลบมากกว่าไทยด้วยซ้ำ ซึ่งสาเหตุหลักที่ในปี 2563 จีดีพีไทย ติดลบ 6% ซึ่งถือว่าติดลบน้อย เนื่องจากไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกกว่า 20% เมื่อมีการปิดประเทศในช่วงแรกจึงทำให้ไทยไม่มีรายได้จากต่างประเทศเข้ามาเลย ส่งผลให้เศรษฐกิจในปีดังกล่าวติดลบ

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการจ้างงานถือว่ามีผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากมีการว่างงานเพียง 1.7% เท่านั้น แม้บางกิจการปิดตัวชั่วคราวแต่ก็ยังมีการประคองการจ้างงานอยู่ และสิ่งที่พิสูจน์ได้อีกทางหนึ่ง คือ จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เริ่มแรกประชาชนส่วนใหญ่ตกใจ แต่เมื่อมีการตรวจเชิงรุก และเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที ส่งผลให้ในครั้งนี้สามารถควบคุมได้ภายใน 3 สัปดาห์เท่านั้น จึงไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจหรือการจ้างงานเป็นวงกว้างอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีน ขณะนี้ เริ่มมีการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงสูงแล้ว และรัฐบาลได้วางแผนนำเข้าวัคซีนทั้งหมด 63 ล้านโดส ซึ่งเพียงพอต่อคนที่สามารถฉีดวัคซีนได้ หรือมีอายุ 18 ปีขึ้นไป คนละ 2 โดส แต่หากไม่เพียงพอขณะนี้ยังมีวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ในการซื้อวัคซีนเพิ่มได้ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ถือเป็นปีที่สำคัญที่รัฐต้องประคองเศรษฐกิจต่อ และยังมีการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ ม33 เรารักกัน และคนละครึ่ง
“นอกจากนี้ อยากขอให้ภาคประชาชนมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย จากการสำรวจพบว่า ตัวเลขการออมเงินของคนไทยสูงขึ้นกว่า 11% หรือเป็นวงเงินประมาณ 1.5-1.6 แสนล้านบาท จึงอยากให้ออกมาใช้จ่ายเพื่อช่วยคนที่ได้รับผลกระทบต่อในปีนี้ ทั้งนี้ เมื่อต้นปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าจีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโต 2.7% เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว ที่ยังไม่กลับมา แต่รัฐบาลได้วางเป้าหมายไว้ที่ 4% แต่จากการคาดการณ์จากหลายสำนักมองว่าปีนี้จีดีพีไทยจะโต 3% ยังขาด 1% หรือเป็นวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงอยากให้ทุกคนช่วยกัน และดำเนินการตามมาตรการของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า และเชื่อว่าเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนช่วยกันได้” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

