หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ผยง’ ชี้จีดี...

‘ผยง’ ชี้จีดีพีไทยลุ้นโต 2-4% จ่อถก ‘กกร.’ ปรับประมาณการเพิ่ม

25.03.21 | 12:20 น.

‘ผยง’ ชี้จีดีพีไทยลุ้นโต 2-4% จ่อถก ‘กกร.’ ปรับประมาณการเพิ่ม

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 25 มีนาคม ที่แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน จัดสัมมนา “ปี 2021 ประเทศไทยไปต่อ”

โดยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้บรรยายพิเศษ “Next step ฟื้นประเทศไทย” ว่า การระบาดโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลกระทบในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจและแรงงานในภาคการท่องเที่ยว ส่งผลเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่า 6.1% ส่วนในปี 2564 เริ่มเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ ทั้งการคุมไวรัสได้ดีขึ้น การฉีดวัคซีนต้านไวรัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลก เข้าสู่ภาวะที่ได้รับการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องจากเม็ดเงินของรัฐ และสภาพคล่องจากรัฐบาลกลาง ทำให้ต้องมีการปรับราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น และก้าวเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ ภาคธุรกิจจึงยังเผชิญความท้าทายใหม่ๆ จากการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่น ที่มาเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบการแข่งขันก็เปลี่ยนแปลง เกิดความปกติวิถีใหม่ หรือนิวนอร์มอล ซึ่งไม่รู้ว่าในระยะต่อไป จะมีนิวนอร์มอลในรูปแบบใดเข้ามาเพิ่มเติม และจะจบได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา มีการประเมินว่า ประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะกลับมาสู่จุดเดิมก่อนเกิดเกิดการระบาดไวรัส-19 หรือเทียบเท่าปี 2562 ซึ่งมองว่าเป็นสมมติฐานที่ตั้งอยู่บนความประมาทไม่น้อยเช่นกัน เพราะความจริงอาจไม่กลับมาสู่จุดเดิมก็ได้ หากไม่มีการร่วมกันแก้ปัญหาจริงๆ ขณะนี้จึงมองว่า ยังไม่สามารถพอใจกับอนาคตของประเทศไทยได้จริงๆ

นายผยง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 1.5-3.5% แต่เนื่องจากมีปัจจัยบวกมากขึ้น ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินจากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกดูฟื้นตัวดีมากขึ้น ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์เชิงบวกในด้านการส่งออกด้วย จึงมองว่า อาจเสนอให้กกร. ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้โตขึ้นเป็น 2-4% ในการประชุมเดือนเมษายนนนี้ ซึ่งแม้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง 4% แต่ก็ยังต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกที่อาจโตได้ถึง 5.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวกลับไปอยู่ในช่วงก่อนเกิดการระบาดไวรัส นานกว่าเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศในฝั่งตะวันตก สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ภายใต้พายุที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) เนื่องจากการเข้ามาของโควิด-19 ทำให้เห็นความเปราะบางต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจรวม อาทิ ไทยพึ่งพารายได้จากต่างประเทศสูงถึงกว่า 80% ของจีดีพีรวม แบ่งเป็นการส่งออก 60-70% และรายได้จากการท่องเที่ยวอีก 10-15% ขณะที่กำลังซื้อในประเทศถูกจำกัดโดยหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 86.7% ของจีดีพีเพิ่มขึ้นจากที่เคยอยู่ที่ 78% ก่อนเกิดโควิด-19

“โควิด-19 ทำให้เห็นว่าสังคมไทยมีกลุ่มที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในและนอกระบบฐานข้อมูลของภาครัฐ สะท้อนได้จากผู้มาลงทะเบียนของรับสิทธิในโครงการเราชนะ ในกลุ่มเปราะบางที่มีถึง 1.9 ล้านคน โดยหากพิจารณาลึกลงไปในองค์ประกอบการเติบโตของจีดีพีไทย ก็เข้าใจว่าส่วนประกอบที่ฉุดรั้งให้การเติบโตไม่สูงนัก คือการบริโภคภาคเอกชน เพราะประเมินจากในประมาณการปี 2564 การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนจะต่ำกว่าการเติบโตของจีดีพีประมาณ 0.3-0.5% ผิดกับหลายประเทศที่การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนจะนำจีดีพีในปีนี้” นายผยง กล่าว

นายผยง กล่าวว่า ในระยะถัดไป ประเทศไทยมี 4 ความท้าทายหลัก ที่ต้องเผชิญหน้า ได้แก่ 1.นิวนอร์มอล ที่ทำให้กุญแจสู่ความสำเร็จของเศรษฐกิจและธุรกิจเปลี่ยนไป 2.กฎเกณฑ์ใหม่ (New Rule) อาทิ การที่โลกให้ความสำคัญกับเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีแนวโน้มจะนำไปสู่กฎเกณฑ์ใหม่เพิ่มเติม 3.แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายภาครัฐ เพราะหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 41.2% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2562 เป็น 51.8% ณ สิ้นปี 2563 จากการต่อสู้กับผลกระทบของโควิด-19 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และ 4.ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในบางมิติ อาทิ จากการจัดอันดับความสามารถด้านนวัตกรรม (Global innovation index) ปี 2563 ของ World Intellectual Property Organization (WIPO) พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 44 จาก 131 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียอยู่ที่อันดับ 33 ส่วนเวียดนามอยู่อันดับที่ 42 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าประเทศไทยทั้งหมด เมื่อมีโจทย์เหล่านี้เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นสูงมากที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ทั้งภาครัฐ ตัวภาคเอกชน และความร่วมมือของทั้งรัฐและเอกชน

Advertisement