ในที่สุดรายงาน Global Fund Manager Survey ของ Bank of America ก็ส่งสัญญาณว่าเราหลุดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 อย่างเป็นทางการแล้ว หลังไวรัสไม่ใช่ “เรื่องใหญ่ที่สุด” ของตลาดเป็นครั้งแรกในการสำรวจเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะสงบสุข รายงานฉบับเดียวกันชี้ว่า “เงินเฟ้อ” กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุน ยกให้เป็นศัตรูอันดับหนึ่งแทนที่ไวรัส คำถามคือเงินเฟ้อครั้งนี้น่ากลัวแค่ไหน และนักลงทุนพร้อมรับภาวะเงินเฟ้อสูงที่กำลังจะมาถึงแล้วหรือยัง
เหตุผลแรกที่เงินเฟ้อมาแน่ เพราะเรากำลังเข้าสู่ช่วงฐานต่ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ เดือนมีนาคมถึงเมษายน 2020 เป็นครั้งแรกในรอบสี่สิบปีที่เงินเฟ้อหดตัว และเมื่อเงินเฟ้อที่ตลาดติดตามมักรายงานเทียบกับปีก่อน ไตรมาสที่สองปี 2021 จึงจะเป็นช่วงที่ฐานต่ำ ซึ่งเงินเฟ้อจะสูงผิดปกติ
นอกจากนั้น เศรษฐกิจในปัจจุบันก็ไม่ใช่การฟื้นตัวตามธรรมชาติ
จากการอัดฉีดงบประมาณการคลังขนาดใหญ่ทั่วโลก พร้อมกับสภาพคล่องที่หลบอยู่ในเงินสดช่วงล็อกดาวน์ เมื่อเปิดให้กลับมาทำกิจกรรมได้ตามปกติ ก็คาดว่าราคาสินค้าหลายอย่างคงต้องปรับตัวขึ้นสะท้อนภาพกำลังซื้อเหล่านี้
อีกส่วนสำคัญคือผู้กำหนดนโยบายจะ “ปล่อย” ให้เงินเฟ้อสูง
ล่าสุด เฟดไม่ได้กังวลกับเงินเฟ้อในช่วงนี้เลย แถมยังย้ำด้วยว่าเป้าหมายหลักอย่างการว่างงานตอนนี้ยังสูงกว่าก่อนวิกฤต ส่วนเงินเฟ้อก็ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย 2% มานาน จึงไม่แม้แต่จะคิดว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ดังนั้น สถานการณ์เงินเฟ้อสูงคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงยากในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ข้อมูลในอดีตบอกเราว่าเงินเฟ้อสูงอย่างเดียวไม่ได้ส่งผลลบชัดเจนต่อตลาด แต่เป็นจุดเชื่อมต่ออย่าง “บอนด์ยีลด์” ที่ต้องดูไปพร้อมกัน
ผมใช้ข้อมูลเงินเฟ้อ (CPI) ในสหรัฐ ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปี 1970 เลือกข้อมูลช่วงที่เงินเฟ้อสูงกว่า 2% และกำลังเป็นขาขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา
และดูการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ต่างๆ ในช่วงเดียวกัน จะพบว่าหุ้นทั่วโลก (MSCI All World Index) สามารถปรับตัวบวกได้เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับหุ้นกู้ High Yield สินทรัพย์จับต้องได้ (Real Asset) และทองคำ ที่มักสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสม มีเพียงหุ้นเทคโนโลยี (NASDAQ) และตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่มักถูกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง
แต่บางจังหวะมักมีนโยบายการเงินเข้ามาผสม ผมจึงแบ่งช่วงเงินเฟ้อสูงนี้ออกเป็นสองสถานการณ์
หนึ่งคือ เงินเฟ้อสูงและบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุสิบปีปรับตัวขึ้น “มากกว่า” เงินเฟ้อ
สถานการณ์นี้เสมือนว่าธนาคารกลางไม่ได้ใช้นโยบายการเงินพิเศษเข้าช่วยเหลือตลาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือทองคำจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ดีสำหรับการลงทุนทันทีที่ Real Yield ปรับตัวสูงขึ้น
ในทางกลับกันหุ้นกลุ่มพื้นฐาน (Value) จะเร่งตัวขึ้นมาเป็นการลงทุนที่โดดเด่นไปพร้อมกับ High Yield และ Real Asset เพราะการลงทุนเหล่านี้มักจ่ายรายได้ที่ได้จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าคืนให้นักลงทุนมากกว่าเก็บไว้ลงทุนต่อ
ส่วนสถานการณ์ที่สอง เงินเฟ้อสูงแต่บอนด์ยีลด์กลับปรับตัวขึ้น “น้อยกว่า” เงินเฟ้อ
มักเกิดในช่วงที่สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง หรือธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากกว่าปกติ สินทรัพย์ที่เด่นขึ้นมาคือหุ้น EM และทองคำ เนื่องจากเงินจะไหลออกจากดอลลาร์ ไปสู่สินทรัพย์เก็งกำไรอื่นๆ ส่วน Real Asset จะกลายเป็นหนังคนละม้วน เสมือนไม่มีแรงส่งจากดอกเบี้ยขาขึ้น หรือนักลงทุนเลือกที่จะหา Capital Gain มากกว่า Yield
รู้อย่างนี้แล้ว นักลงทุนควรเตรียมพร้อมอย่างไร?
ในมุมมองของผม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ลดความเสี่ยง” ของพอร์ตลงก่อน เพราะไม่ว่ายีลด์จะขึ้นหรือลง เมื่อมีความเสี่ยงแบบใหม่เข้ามา ตลาดก็มักขายส่วนที่ผันผวนสูงที่สุดลงเสมอ ขณะเดียวกัน ถ้าจะเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ไหนก็ต้องดูระดับราคาให้ดี
เช่น บอนด์หรือ High Yield แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ผันผวนมาก แต่ด้วยยีลด์และ Credit Spread ปัจจุบันที่ต่ำ ก็มีโอกาสติดลบถ้ายีลด์ขึ้นแรง
ขณะที่การลงทุนป้องกันเงินเฟ้ออย่าง Treasury Inflation-Protected Securities หรือ TIPS ปัจจุบันก็ซื้อขายที่ระดับยีลด์ติดลบ แม้จะได้กำไรจากเงินเฟ้อขาขึ้น ก็อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ยีลด์จะปรับตัวขึ้น
ดีที่สุดอาจเป็นการทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Low Beta ที่ผันผวนตามตลาดน้อย หรือรอจังหวะให้เงินเฟ้อและยีลด์ปรับตัวขึ้นผ่านจุดสูงสุดไปก่อนจึงค่อยลงทุนกลุ่ม Value เต็มตัว
อย่างไรก็ดี ผมมองว่าสิ่งที่ต้องไม่ลืมนอกเหนือจากการปรับพอร์ตรับเงินเฟ้อระยะสั้น คือทิศทางของเงินเฟ้อในระยะยาว
ครั้งนี้ตลาดมองว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องของปี 2021 ส่วนแนวโน้มใหญ่น่าจะเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะกดให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
แต่ในทางกลับกันนักลงทุนทั้งตลาดก็ไม่เคยเห็นเงินเฟ้อสูงจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังล็อกดาวน์ พร้อมถูกเร่งด้วยนโยบายการคลังมหาศาล แต่กลับไม่มีนโยบายการเงินควบคุม จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอนาคตของเงินเฟ้อจะสูงได้แค่ไหน
อย่าประมาท ปรับพอร์ตและติดตามดูความเสี่ยงนี้ไปพร้อมกันครับ
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์
หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน EASY INVEST
บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS)

