นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และรองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) กล่าวว่า กรณีตัวเลขส่งออกเดือนกรกฎาคม 2559 มีมูลค่า 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวติดลบ 4.35% นั้น เพราะมีปัจจัยหลักมาจากราคาสินค้าเกษตรลดลง ขณะที่สินค้าอื่นก็ลดลงเช่นกัน ทั้งสินค้าที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันไม่ดี เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อัญมณีลดลง และตัวเลขส่งออกรถยนต์ไม่ดี ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่สำคัญเพราะมูลค่าตลาดใหญ่พอสมควร สำหรับตัวเลข 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ หากสามารถส่งออกได้อยู่ระดับ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จะทำให้ปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่เอกชนคาดการณ์ไว้คือติดลบ 2%
“แต่หากบางเดือนมากกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอาจทำให้ตัวเลขรวม ติดลบ 2% ถึงติดลบ1.5% โดยการส่งออกที่ดีต้องลุ้นเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม 2559 ส่วนเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2559 ค่อนข้างลุ้นยากทำได้ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนก็ดีแล้ว เพราะปกติคำสั่งซื้อช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจะไม่มากเพราะลูกค้าจะซื้อไปล่วงหน้าเพื่อป้อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส”นายวัลลภกล่าว
นายวัลลภกล่าวว่า อย่างไรก็ตามนอกจากนี้สถานการณ์เศรษฐกิจ ตลอดจนราคาสินค้าเกษตร และราคาน้ำมันโลก อีกปัจจัยที่เอกชนกำลังกังวลว่าจะกระทบทำให้ส่งออกยิ่งแย่ลงคือ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท เพราะตอนนี้แข็งค่าพอสมควร แม้ภาครัฐจะระบุว่าเงินบาทไทยอ่อนค่ากว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น แต่อยากให้ดูว่าสิงคโปร์และญี่ปุ่น ไม่ใช่คู่แข่งส่งออก จึงไม่สามารถนำมาเทียบกับไทยได้ ดังนั้นจึงมีเพียงประเทศมาเลเซียเพียงประเทศเดียวที่แข็งกว่าไทย ที่เหลือ อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ต่างมีค่าเงินที่อ่อนกว่าไทยทั้งสิ้น อากระทบต่อความสามารถทางการส่งออกได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ควรเข้ามาดูแลให้อัตราค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น

