‘สภาพัฒน์’ แจง ‘หนี้ครัวเรือน’ ไม่น่าห่วง แต่จำเป็นต้องหามาตรการดูแลเพิ่ม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ภาคเอกชนประเมินภาวะหนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 14 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 89.3% เมื่อเทียบกับจีดีพีในปี 2563 ซึ่งถือว่าทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 18 ปี นับจากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เบื้องต้นต้องบอกว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน ที่เทียบกับจีดีพี เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมา จีดีพีไทยติดลบ ทำให้ตัวหารระหว่างหนี้ครัวเรือนกับจีดีพีลดลง แต่หากพิจารณาจากมูลค่าหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3/2563 อยู่ที่ 13.77 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.6% ต่อจีดีพี ซึ่งหากเทียบกับที่เอกชนประเมินออกมา จะเห็นว่ามูลค่าหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงมากนัก
“แม้มูลค่าหนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้น่ากังวลเกินรับมือไหว เพราะมูลค่าหนี้ไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนสูงมากนัก ซึ่งภาวะหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ภาพไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ แต่ถามว่าขณะนี้มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าจำเป็นจริง เพราะภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบกับความสามารถในการใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือนไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในภาพรวม” นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า แนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ ต้องช่วยลดภาวะการชำระหนี้สินของครัวเรือนในแต่ละเดือนให้ลดลง เพื่อให้สามารถนำเงินส่วนที่ต้องใช้หนี้ ไปใช้จ่ายในด้านอื่นแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นมาแล้ว รวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ ก็เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ของตัวเองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ภาคการผลิตกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากตัวเลขผู้ว่างงานที่ปรับลดลงเหลือ 4 แสนคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมาก หากเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งการกลับมาดำเนินธุรกิจใหม่อีกครั้ง จะส่งผลให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

