สรท.คาดเศรษฐกิจสหรัฐดันการส่งออก ห่วงเรือขวางคลองสุเอซทำค่าส่งพุ่ง
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน กุมภาพันธ์ 2564 มีมูลค่า 20,219 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -2.59% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันกับปีก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย ตัวเลขการส่งออกขยายตัว 2.87% โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวที่ 7.0% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันกับปี และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหดตัว -4.0% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันกับปี ซึ่งทางสรท.ยังคงคาดการณ์การส่งออกในปี 2564 เติบโต 3-4%
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า โดยปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจและการค้าโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว จากการ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีมากขึ้น ที่ทั่วโลกฉีดไปแล้วกว่า 500 ล้านโดส รวมไปถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
อีกทั้งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,400 เหรียญสหรัฐฯ/คน ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของประชาชน ต่อมาราคาน้ำมันดิบมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า ในรอบ 4 เดือน
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย คือ ปัญหาโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ประกอบไปด้วย ปัญหาเรือบรรทุก Ever Given ขวางคลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ กระทบต่อการส่งมอบสินค้าล่าช้า ปัญหาความแออัดของท่าเรือ ทำให้มีการปรับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น
และยังกระทบไปถึงเวลาเดินเรือมากขึ้นที่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งไปกระทบต่อปัญหาการขาดแคนตู้คอนเทนเนอร์ จากเดิมก่อนหน้าก็มีปัญหามากอยู่แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มที่ค่าระวางเรือปรับเพิ่มสูงไปจนถึงปลายปี 2564 อีกทั้งปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีการเสียเวลารอขนถ่ายสินค้านานกว่า 7-15 ชั่วโมง
ต่อมาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบใหม่ในสหภาพยุโรป มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวอีกครั้ง อีกทั้งปัญหาการชิปขาดแคลน ที่โรงงานผลิตชิปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก สัญชาติญี่ปุ่นเกิดเพลิงไหม้ รวมไปถึงแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวของภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่สามารถนำเข้าแรงงานไม่ได้จากสถานการณ์โรคโควิด-19 และปัญหาการเมืองในประเทศเมียนมา
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า สรท. มีข้อเสนอแนะกับภาครัฐ คือ 1.เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงมีมาตการช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกที่ชัดเจนเนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงมากขึ้น 2.เร่งรัดการแก้ปัญหาความแออัดและการจราจรติดขัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง
3. ขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้มาตรการหรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อกำหนดทิศทาง รักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไว้ที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐฯ 4.เร่งดำเนินการความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญ อาทิ CPTPP, RCEP, Thai-EU, Thai-UK, Thai-Turkey เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง
และ 5.ขอให้รับบาลพิจารณาแนวทางการนำเข้าแรงงานเพิ่มเติมโดยเร็ว อาทิ การรับแรงงานเมียนมาที่มีการอพยพจากเหตุการณ์รัฐประหารภายในประเทศเมียนมา

